Wikigame



เรื่องราวของ Horizon: Zero Dawn(HZD) เกิดขึ้นบนโลกในอนาคตหลายร้อยปีต่อจากนี้ เมื่ออารยธรรมทั้งหมดของมนุษย์ที่เราเคยรู้จักนั้นล่มสลาย ธรรมชาติได้เข้าแทนที่สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่มนุษย์เคยสร้างเอาไว้ จนไม่เหลือเค้าเดิมของเมืองหรือตึกรามบ้านช่อง ร่องรอยของวิวัฒนาการหลายล้านปีของเราสูญหายและวิทยาการหลายพันปีถูกลบเลือนไม่เหลือแม้เพียงความทรงจำ

มนุษย์ที่หลงเหลือกลับไปใช้ชีวิตแบบมนุษย์ยุคหิน พวกเขากลายเป็นเผ่า แว่นแคว้นที่กระจัดกระจาย บ้างก็เป็นชนเผ่านายพราน บ้างก็คลั่งศาสนา บ้างก็สร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นมา แต่ต่างก็ต้องต่อสู้กับความโหดร้ายของโลกใบใหม่ ทั้งจากการรบราฆ่าฟันกันเองของผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ และเหล่าจักรกลที่มีลักษณะคล้ายสัตว์มีชีวิต แต่ร่างกายนั้นเป็นเครื่องจักรอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน หรือเกิดขึ้นจากอะไร หรือเพราะเหตุใดโลกจึงกลายสภาพเป็นแบบนี้ รู้เพียงแต่มันอยู่ร่วมกับเราเป็นทั้งผู้ล่า แหล่งทรัพยากร และแรงงาน ที่ดำรงอยู่สอดประสานไปกับมนุษย์

เอลอย เด็กสาวผู้ถูกเนรเทศจากเผ่าโนร่าเนื่องจากเธอเป็นเด็กที่ไร้ซึ่งมารดา เผ่าโนร่าเป็นนายพรานที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่า พวกเขานับถือเหล่าแม่เฒ่า กลุ่มหญิงชราที่เปรียบได้กับนักบวชหรือชนชั้นปกครอง วันหนึ่งเหล่าแม่เฒ่าได้พบเอลอยนอนร้องไห้อยู่ภายในถ้ำซึ่งมีแต่เหล่าแม่เฒ่าเท่านั้นที่เข้าไปได้ แม่เฒ่าหลายคนต่างมองเธอเป็นตัวนำโชคร้าย มีเพียงแม่เฒ่า เทียร์ซ่า เท่านั้น ที่แสดงความรัก ความเมตตาและเอ็นดู เธอ เทียร์ซ่าเชื่อว่า การปรากฏตัวของเอลอยน่าจะมีความหมายอันยิ่งใหญ่แอบแฝงอยู่ แต่สุดท้ายเหล่าแม่เฒ่าก็ลงมติให้มอบเธอให้กับ รอสต์ ผู้ถูกเนรเทศอีกคนของเผ่าดูแลตั้งแต่แบเบาะ ซึ่งการใช้ชีวิตในฐานะผู้ถูกเนรเทศนี้ ทำให้สมาชิกในเผ่าพากันรังเกียจเธอ



อยู่มาวันหนึ่ง เอลอย ถูกเด็กในเผ่ากลั่นแกล้ง เธอหนีจนพลัดตกลงไปในถ้ำ ซึ่งภายในนั้นเธอได้เก็บวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า โฟกัส ได้ มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยแสดงข้อมูลของสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เอลอยรู้ เธอใช้ประโยชน์จากมันอย่างมหาศาล และใช้มันในการฝึกฝนให้ตัวเองกลายเป็นพรานฝีมือดีจนกระทั่งเติบใหญ่




เมื่ออายุถึงกำหนด หนุ่มสาวเผ่าโนร่าจะต้องเข้าพิธีพิสูจน์ตน ซึ่งเป็นเครื่องแสดงถึงการถึงวัยที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและผู้ที่ถูกเนรเทศซึ่งผ่านพิธีพิสูจน์ตนก็จะไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างผู้ถูกเนรเทศอีกต่อไป เอลอยตัดสินใจเข้าร่วมพิธีนี้ด้วยเช่นกัน โดยเธอหมายมั่นจะเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่งเพราะตำแหน่งผู้ชนะจะได้รับเกียรติอย่างสูง และแน่นอนว่าเพื่อจะได้รับการยอมรับจากผู้คนในเผ่าด้วย

เอลอยมาร่วมงานเปิด พิธีพิสูจน์ตน เธอได้พบกับ อีเรนและโอลิน สองอาคันตุกะตัวแทนจากเผ่า คาร์จา มหาอาณาจักรซึ่งเข้มแข็งยิ่งใหญ่ที่สุดและเคยทำสงครามรบพุ่งติดพันกับโนร่ามานาน แต่ในตอนนี้ทั้งสองเผ่าเป็นมิตรกันแล้ว และมีการส่งฑูตไปมาระหว่างกันเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ โดยในคราวนี้พวกเขามาเพื่อร่วมชมพิธีพิสูจน์ตนของเผ่าโนร่า เอลอย ได้พูดคุยกับอีเรนและทั้งสองดูจะเข้ากันได้ดี



เอลอย สังเกตพบว่า โอลินก็ใส่วัตถุโบราณอย่างโฟกัส เช่นเดียวกับเธอ เอลอยสงสัยใคร่รู้ว่า โอลินได้เจ้าสิ่งนั้นมาจากไหน แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับโอลิน เขาก็มีท่าทางผิดสังเกตและพยายามหลบเลี่ยงเอลอย แต่ด้วยความที่วันรุ่งขึ้นเป็นพิธีพิสูจน์ตน เอลอย จึงปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปและรีบพักผ่อนเพื่อเตรียมตัว



วันรุ่งขึ้น การแข่งขันในพิธีพิสูจน์ตนเป็นไปอย่างดุเดือด แต่สุดท้าย เอลอย ก็ได้รับชัยชนะได้ตำแหน่งชนะเลิศ แต่ไม่ทันจะได้ฉลองใดๆ ก็ปรากฏว่าพิธีพิสูจน์ตนและหมู่บ้านของเผ่าโนร่านั้นถูกโจมตี เอลอยต่อสู้กับเหล่ามือสังหารที่ลอบโจมตีพิธีอย่างแข็งขัน โดยเธอสังเกตุว่ากองกำลังที่เข้าทำร้ายเธอนั้นก็มีคนที่สวมใส่ โฟกัส ด้วยเช่นกัน สุดท้ายเธอก็พบกับชายร่างยักษ์ที่ตรงดิ่งเข้ามาทำร้ายเธอ เขาแข็งแกร่งเกินกว่าที่เธอจะรับมือได้และเกือบเสียท่า แต่รอสต์ก็เข้ามาช่วยชีวิตเอลอยไว้ได้ทัน แต่กลายเป็นตัวเขาเองที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะสิ้นใจเขาผลักร่างของเอลอยให้ตกหน้าผาเพื่อหลบแรงระเบิดทำให้เธอรอดชีวิตมาได้



เอลอยฟื้นขึ้นมาภายในถ้ำของเผ่าโนร่า เธอได้ทราบว่าชาวเผ่ามากมายต้องเสียชีวิตและเหล่าฆาตกรก็หลบหนีไปได้ เธอออกสำรวจหาโฟกัสจากที่เกิดเหตุและได้รู้ว่า มือสังหารเหล่านี้ตามล่าหาหญิงคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนเอลอยไม่มีผิด และพวกมันเห็นเธอจากโฟกัสของโอลิน เอลอยรายงานทุกอย่างให้เหล่าแม่เฒ่าทราบ จึงทำให้พวกเธอมีมติแต่งตั้งให้ เอลอย ดำรงตำแหน่ง ซีกเกอร์ ตำแหน่งที่จะทำให้เอลอยสามารถเดินทางออกนอกเขตดินแดนของเผ่าโนร่าได้โดยไม่ผิดกฏ

เอลอย จึงออกเดินทางพร้อมกับเบาะแสสำคัญชิ้นเดียว นั่นคือโอลิน เธอตั้งเป้าหมายจะต้องเดินทางไปยัง เมอริเดี้ยน เมืองหลวงของเผ่า คาร์จา เพื่อตามหาโอลินและสืบเรื่องราวไปถึงเหล่าฆาตกรให้จงได้

เอลอย เดินทางดั้นด้นฝ่าภยันตรายมาจนถึง เมอริเดี้ยน มหานครของอาณาจักร คาร์จา ดินแดนแห่งพระอาทิตย์ พวกเขาบูชาดวงอาทิตย์และแสงสว่างซึ่งปกครองโดย สุริยราชา อวาด ในรัชสมัยก่อนหน้า ราชาจิราน บิดาของ อวาด เผ่า คาร์จา ได้ทำสงครามก่อกรรมทำเข็ญเข่นฆ่าเผ่าต่างๆ มากมาย จนกระทั่ง อวาด ยึดอำนาจ สังหารบิดาตัวเอง และยุติสงครามอันบ้าคลั่ง ทำให้ คาร์จา นั้นเข้าสู่ยุคสงบและสันติสุขในปัจจุบัน และเมืองหลวงเมอริเดี้ยน ก็กลายเป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนหลากหลายเผ่า เอลอยรีบรุดไปพูดคุยและแจ้งเรื่องราวกับ อีเรน ซึ่งค่อนข้างจะสับสนและไม่เชื่อว่าโอลินจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่หลังจากการสำรวจบ้านของโอลิน ก็ดูเหมือนว่าเขาจะวางแผนบางอย่างอยู่จริงๆ



อีเรนแนะนำให้ เอลอย ไปสำรวจจุดขุดเจาะหาซากโบราณแห่งหนึ่งซึ่งโอลินทำงานอยู่ เมื่อเธอไปที่ถึงที่นั่นก็ได้พบกับโอลินกลุ่มคนที่โจมตีเผ่าของเธอกำลังทำการขุดค้น และปลุกเครื่องจักรปีศาจที่ชื่อว่า คอร์รัปเตอร์ ซึ่งสามารถควบคุมจักรกลมีชีวิตอื่นๆ ให้ดุร้ายโจมตีเป้าหมายที่ตัวเองต้องการได้

เอลอยได้แต่สังเกตการณ์อยู่ไกลๆ เพราะด้วยกำลังของฝ่ายตรงข้ามที่มากเกินจะจัดการได้ จนกระทั่งจู่ๆ เธอก็ได้รับการติดต่อจากชายปริศนาผ่านทาง โฟกัส และบอกว่าจะช่วยจัดการทำลายโฟกัสที่ศัตรูของเอลอยกำลังสวมใส่และใช้ควบคุมเครื่องจักรเหล่านี้ให้ เมื่อสบโอกาสจังหวะเหมาะ เอลอยจึงเปิดฉากบุก เธอจัดการทั้งกลุ่มคนและเครื่องจักรได้ทั้งหมด และมุ่งเข้าหาโอลิน

โอลินรู้ตัวดีว่าได้ร่วมมือทำเรื่องเลวร้ายลงไป จึงไม่ร้องขอชีวิต เพราะจำต้องร่วมมือกับเหล่ามือสังหารก็เนื่องด้วยว่าครอบครัวของเขานั้นถูกจับเป็นตัวประกัน ทั้งยังแจ้งถึงภัยร้ายที่แท้จริงให้กับเอลอยทราบ นั่นก็คือเผ่า ชาโดว์ คาร์จา นำโดยกลุ่มที่มีชื่อว่า สุริยคราส เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การบุกโจมตีโนร่า เผ่าชาโดว์คาร์จานั้น เป็นกลุ่มนักรบผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อราชาจิราน แต่หลังจากทำสงครามพ่ายแพ้ต่ออวาด พวกเขาก็แยกกลุ่มออกไปตั้งอาณาจักรชาโดว์คาร์จาแทน พวกเขาบูชาสุริยคราสและเชื่อว่าเหล่าเครื่องจักรจะเป็นผู้นำพาความวิบัติต่อทุกสรรพสิ่งและนำพาวันสิ้นโลกให้มาถึง ผู้นำของกลุ่มสุริยคราสนั้นชื่อ เฮลิส ชายร่างยักษ์ผู้สังหาร รอสต์ และเกือบจะปลิดชีพ เอลอย ได้สำเร็จ

โอลินยังแจ้งอีกว่า กลุ่มสุริยคราสนั้น บูชาเทพเจ้าอีกองค์ ซึ่งมีชื่อว่า เฮดีส ที่ไม่มีใครเคยพบเห็น แต่ได้ยินเสียงสั่งการผ่าน โฟกัสของแต่ละคน และวันที่เขาได้พบกับเอลอยเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเฮดดสก็แผดกร้าวอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ราวกับว่ามันอาฆาตเอลอยตั้งแต่แรกเห็น และสุดท้าย โอลิน ยังได้บอกกับเอลอยว่า รูปของหญิงคนหนึ่งซึ่งหน้าตาเหมือนเอลอยซึ่งเห็นกันผ่านทางโฟกัสนั้น เคยมีภาพของเธอปรากฏอยู่อีกที่ นั่นคือ Maker′s End (เมกเกอร์ส เอนด์) ยอดเขาทางตอนเหนือสุดซึ่งมีวิหารโบราณอยู่ภายใน ซึ่งหากเอลอยอยากจะร็ข้อมูลมากกว่านี้ คงจะต้องเดินทางไปที่นั่น

ระหว่างการเดินทาง ชายลึกลับผู้ซึ่งเคยช่วยเอลอยได้ติดต่อหาเธออีกครั้ง เขาบอกกับเธอว่า ผู้หญิงที่หน้าตาเหมือเอลอยนั้นแท้จริงแล้วชื่อ อลิซาเบธ โซลเบค และข้อมูลที่เอลอยอยากรู้ก็อยู่ที่ เมกเกอร์ส เอนด์ จริงๆ เพียงเส้นทางไปสู่ที่นั่น จะมีนักรบชาวโดว์คาร์จาและกองทัพจักรกลมากมายคอยขัดขวางเธอ ซึ่งเอลอยต้องฝ่าฟันมันไป

เมื่อเอลอยมาถึงและบุกเข้าไปยังโครงสร้างภายในของ เมกเกอร์ส เอนด์ เธอก็พบว่าเหล่า ชาวโดว์คาร์จา กำลังขุดค้นเพื่อปลุกชีพให้กับ จักรกลขนาดใหญ่ติดอาวุธรบเต็มพิกัดที่ไม่เคยพบมาก่อน ชื่อว่า เดธบริงเกอร์ เอลอยเข้าปะทะและสามารถจัดการปราบเหล่าชาโดว์คาร์จาและเดธบริงเกอร์ลงได้ เธอสำรวจ โฟกัส ของฝ่ายตรงข้ามและได้ยินเสียงของเทพเจ้าเฮดีสเป็นครั้งแรก



ไม่เพียงเท่านั้น ที่ เมกเกอร์ส เอนด์ เอลอยยังได้รับรู้เรื่องราวอีกหลายอย่าง ได้แก่ โซลเบค(หญิงที่รูปร่างหน้าตาเหมือนเอลอย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นด็อกเตอร์หรือนักวิทยาศาสตร์) มีชีวิตอยู่หลายพันปีก่อนหน้านี้ และโซลเบคได้พูดคุยกับบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งอย่าง เท็ด ฟาโร่ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท Faro Automated Solutions ซึ่งเป็นผู้สร้างเครื่องมืออย่าง โฟกัส และเหล่าหุ่นยนต์รบทั้งหลาย (อย่างเช่น คอร์รัปเตอร์และเดธบริงเกอร์ ในตอนนั้นยังไม่มีเครื่องจักรที่เป็นสัตว์ทั้งหลายที่เราได้พบเห็นทั้งหมด) โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้รักษาสันติภาพ เช่น หุ่นอย่าง คอร์รัปเตอร์ มีชื่อรหัสว่า ACA3 และใช้เพื่อป้อนระบบควบคุมหุ่นยนต์ตัวอื่นกรณีมีคนต้องการใช้หุ่นยนต์ไปในทางมิชอบ



แต่แล้วจู่ๆ เหล่าหุ่นยนต์ทั้งหลายก็เกิดผิดพลาด พวกมันเริ่มไม่ปฎิบัติตามคำสั่ง สามารถดูดกินมวลสารมีชีวิตทั้งหลายเพื่อซ่อมแซมตัวเองและเพิ่มจำนวนได้ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้พวกมันทำแบบนั้นได้ และหากปล่อยไว้เหล่าเครื่องจักรทั้งหลายมันสามารถกลืนกินสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกอย่างรวดเร็วจนหมดได้ภายใน 15 เดือน โซลเบค เป็นคนเดียวที่มีวิธียับยั้งเครื่องจักรเหล่านี้ โดยแผนการนี้มีชื่อว่า Zero Dawn



เมื่อเอลอยได้รู้ทุกอย่างที่ เมกเกอร์ส เอนด์ ชายปริศนาที่คอยให้คำแนะนำเธอมาโดยตลอดก็ปรากฏตัวขึ้น เขามีนามว่า ไซเลนส์ เป็นผู้ที่ออกเดินทางศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปของโลกใบนี้และมีความสนใจเกี่ยวกับเหล่าเครื่องจักรสังหารเหล่านี้เป็นพิเศษ เขามาเพื่อบอกข้อมูลสำคัญให้กับ เอลอย นั่นคือเธอต้องออกเดินทางไปศูนย์ควบคุมเครื่องจักรของอารยธรรมโบราณ(ฐานทัพของมนุษย์ในอดีต) เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรเจค Zero Dawn และใช้มันหยุดยั้งเครื่องจักรอีกครั้ง



ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากที่ เอลอย ได้รับรู้ถึง Zero Dawn ทั้งตัวเธอและไซเลนส์ ต่างก็คิดว่ามันเป็นสุดยอดอาวุธที่ทรงพลังซึ่งสามารถใช้จัดการกับเหล่าเครื่องจักรได้อย่างง่ายดาย หรือโปรแกรมที่สามารถทำให้พวกมันกลับมาทำงานได้ตามปกติอีกครั้ง โดยในช่วงเหตุการณ์นั้นเพื่อทำแผนการนี้ให้ได้สำเร็จ มนุษย์ทุกคนถูกเกณฑ์ไปทำศึกครั้งใหญ่กับเหล่าเครื่องจักรนั่นคือ Operation: Enduring Victory เพื่อซื้อเวลาให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์เตรียมการให้สำเร็จ

แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น การจะแฮกโปรแกรมเหล่าเครื่องจักรทั้งหลายต้องใช้เวลาในการเจาะข้อมูลกว่า 50 ปี และมนุษยชาติมีเวลาเหลือเพียง 15 เดือนเท่านั้น ดังนั้นแทนที่จะหยุดยั้งเหล่าเครื่องจักร โปรเจค Zero Dawn เป็นแผนการให้มนุษย์ได้เริ่มต้นใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิทัศน์ของโลก ที่จะควบคุมการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดผ่านโปรแกรมอัจฉริยะที่มีชื่อว่า ไกอา ซึ่งถูกตั้งชื่อตามเทพปกรณัมของกรีก

ไกอาจะรอจนกระทั่งเครื่องจักรได้ผลาญสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไปจนหมดพลังงาน แล้วค่อยเริ่มขั้นตอนการเปลี่ยนสภาพโลกให้เหมาะสมให้มนุษย์สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ โดยนอกจากไกอาแล้ว ยังมีระบบลูกรองรับทำหน้าที่อีกหลายส่วน บ้างก็เพื่อแปรสภาพอากาศ ดูแลท้องทะเล หรือสร้างสิ่งมีชีวิตอย่างเหล่าสัตว์จักรกลที่จำเป็นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละส่วนก็ถูกตั้งชื่อตามเทพในตำนานกรีกทั้งสิ้น เช่น อพอลโล คือโปรแกรมที่ใช้เก็บบันทึกข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับกระบวนการสร้างโลกใหม่เพื่อเตรียมส่งต่อให้กับมนุษย์รุ่นต่อไป

หนึ่งในโปรแกรมดังกล่าวที่ใช้ในการสร้างโลกนั้นมีชื่อว่า เฮดีส มันเป็นระบบนิรภัยที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายความผิดพลาดทั้งหลายของไกอา เพราะตลอดห้วงเวลาที่ยาวนานระหว่างที่ไกอาหรือโปรแกรมอื่นๆ พยายามที่จะสร้างโลกนั้น อาจเกิดขั้นตอนที่ทำให้กระบวนการดังกล่าวล้มเหลวหรือผิดจากที่มันควรจะเป็น เฮดีส จะทำลายข้อผิดพลาดทุกอย่างนั้นทิ้งเสียเพื่อรอให้ระบบเริ่มต้นการทำงานรอบใหม่ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ที่ดี แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เกิดความผิดพลาด โปรแกรมการทำลายล้างของเฮดีสเริ่มต้นขึ้นเองและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดและไม่ยอมให้เกิดการสร้างโลกใหม่อย่างที่มันควรจะเป็น

หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด เอลอย เดินทางกลับยังเผ่าโนร่า ในถ้ำอันเป็นสถานที่เกิดของเธอ เพราะมันเป็นสถานที่ที่ใช้ติดต่อกับ ไกอา ได้ ไกอาได้เล่าให้เอลอยฟังว่า ขณะที่ระบบของไกอากำลังทำงานอยู่ตามปกติ ก็เกิดมีสัญญาประหลาดถูกส่งมาแล้วทำให้เฮดีสเริ่มทำงานผิดปกติ มันพยายามทำลายทุกอย่างโดยไม่มีสาเหตุและไม่สามารถหยุดยั้งได้ ไกอาจึงคิดที่จะใช้มาตรการสุดท้ายนั่นคือทำลายระบบการทำงานของไกอาทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่า เฮดีสจะถูกทำลายไปด้วย แต่หากทำเช่นนั้น ก็จะไม่มีโปรแกรมอะไรรับผิดชอบหน้าที่ที่เคยทำมาได้อีก มิหนำซ้ำบรรดาสัตว์จักรกลที่ไกอาสร้างขึ้น เมื่อปราศจากระบบหลักอย่างไกอาคอยควบคุมก็ค่อยๆ หลงลืมคำสั่งเดิมของตนที่จะต้องทำการปรับสภาพแวดล้อมและหลงเหลือเพียงสัญชาตญาณดุจสัตว์ป่าที่คอยโจมตีมนุษย์ทันทีเมื่อพบเจอเท่านั้น



ไกอาจึงตัดสินใจสร้างร่างโคลนของ อลิซาเบธ โซลเบค เอาไว้ เพื่อที่ว่าวันหนึ่งร่างโคลนนี้จะตามหาเปิดระบบการทำงานของไกอาให้ใช้งานได้ใหม่อีกครั้ง และร่างโคลนนั้น คือ เอลอย(ที่ต้องเป็นร่างโคลนของโซลเบค ก็เพราะเธอเป็นคนๆ เดียวที่มีอำนาจสั่งการเริ่มโปรแกรมไกอาได้ในฐานะผู้สร้างโปรแกรมนี้ขึ้นมา ทั้งยังสามารถเข้านอกออกในศูนย์วิจัยได้ทุกแห่ง สิทธินั้นติดพันเชื่อมโยงอยู่กับตัวเธอในระดับ DNA จึงทำให้เอลอยที่เป็นร่างโคลนและมี DNA เหมือนกัน สามารถสั่งงานได้เช่นเดียวกับ โซลเบค)

กระนั้นเรื่องสำคัญสุดท้ายก็คือ ในช่วงต้นนั้นโปรแกรมไกอาไม่ได้ทำงานเองโดยอัตโนมัติ แต่ถูกควบคุมโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เรียกตัวเองว่า อัลฟ่า คอยดูแลแต่ละส่วนของระบบไกอาให้ทำงานได้อย่างปกติ แต่นาย เท็ด ฟาโร่ อัจฉริยะผู้บ้าคลั่งที่สร้างเหล่าจักรกลขึ้นมาตั้งแต่ที่แรก ได้ทำการทำลายระบบสำคัญอย่าง อพอลโล ทิ้งและสังหารเหล่า อัลฟ่า ทุกคน ทำให้ระบบไกอาต้องทำงานตามลำพัง เป็นสาเหตุให้ความรู้  ศิลปะวิทยาการของมนุษย์ในยุคก่อน เลือนหายสาบสูญไปจากยุคของเอลอย เหตุผลของ เท็ด ฟาโร่ ที่ตัดสินใจเช่นนั้นมีเพียงว่าไม่ต้องการให้มนุษย์รุ่นหลังได้สืบสานองค์ความรู้และก่อความผิดพลาดซ้ำรอยมนุษย์ในยุคตนอีก

หลังจากที่เอลอยได้รับรู้ทุกอย่าง ไซเลนส์ ก็ติดต่อหาเธออีกครั้ง ในคราวนี้เขาบอกความจริงกับเอลอย ว่าตัวเขานั้นเคยทำงานร่วมมือกับ เฮดีส มาก่อน เขามีส่วนรับผิดชอบในการปลุกเฮดีสให้ตื่นขึ้น แล้วช่วยก่อตั้งกลุ่ม สุริยะคราสของเหล่าชาโดว์คาร์จาทำให้พวกมันสามารถควบคุมเหล่าจักรกลได้ดั่งใจนึก เพราะเฮดีสสัญญาว่าจะมอบความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอารยธรรมมนุษย์ให้กับไซเลนส์ โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกเฮดีสหลอกใช้เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายที่แท้จริง นั่นก็คือ Spire of Meridian เสาสัญญาณที่ใช้กระจายสัญญาณและส่งข้อมูลไปทั่วทุกมุมโลกของ ไกอา ที่ปัจจุบันกลายเป็นซากปรักหักพังที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของคาร์จาแต่เฮดีสต้องการใช้มันเพื่อปลุก เดธบริงเกอร์ และ คอร์รัปเตอร์จากทุกมุมโลกให้ทำลายทุกสรรพสิ่งอีกครั้ง หลังจากที่เล่าความจริงทุกอย่างให้เอลอยฟัง ไซเลนส์ก็ได้มอบหอกประจำตัวของเขาให้เธอ มันมีความสามารถในการที่จะล้างคำสั่งโปรแกรมของเฮดีสได้ ซึ่งในตอนนี้มันได้รวบรวมกองทัพเครื่องจักรมุ่งสู่เมืองหลวงเมอริเดี้ยนของเหล่า คาร์จา โดยที่มี เฮลิส นำทัพมาแล้ว



ศึกนี้เป็นศึกใหญ่ เอลอย ต้องขอความช่วยเหลือจากเหล่าพันธมิตรที่เธอได้พบตลอดการผจญภัย ทั้งเผ่าโนร่า โอเซอราม หรือแม้กระทั่ง คาร์จา เอง ต้องทำศึกปกป้องเมืองเมอริเดี้ยนจากกองทัพจักรกลของเฮดีส แต่สุดท้ายเธอก็สามารถสังหาร เฮลิส ลงได้และใช้หอกที่ได้จากไซเลนแทงใส่เฮดีสยับยั้งคำสั่งทำลายล้างโลกของมันได้สำเร็จ





หลังจากศึกสุดท้ายกับเฮดีส เอลอยก็ได้ออกค้นหาและพบกับศพของ อลิซาเบธ โซลเบค ในที่สุด แต่ทว่าความสงบที่มาเยือนนี้อาจจะเป็นเพียงความสุขชั่วคราว เฮดีสที่ถูกเอลอยจัดการได้ กลายสภาพเป็นมวลสารล่องลอยไปในอากาศไปไกลแสนไกล แต่สุดท้ายก็มาถูกไซเลนส์จับได้ และเขาก็วางแผนที่จะรีดเอาข้อมูลว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่ส่งสัญญาณมาทำให้เฮดีสทำงานผิดปกติกันแน่ เรื่องราวของ HZD ยังคงต้องติดตามกันในตอนต่อไป




 

TOP