Wiki review


RESIDENT EVIL 3 REMAKE REVIEW

การล่มสลายของแร็คคูนซิตี้ ที่โดนตีความใหม่หมด


*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Sicom Amusement และ Capcom Asia Limited มา ณ โอกาสนี้ครับ

Resident Evil น่าจะเป็นหนึ่งในซีรีส์โปรดของใครหลาย ๆ คน บ้างก็เริ่มรู้จักเกมนี้ในสมัย RE4 บน Gamecube กับ PlayStation 2 (และอีกสารพัดแพลตฟอร์มในภายหลัง) แต่เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยก็ติดตามซีรีส์นี้มาตั้งแต่สมัย PS1 และเคยได้เล่นภาคดั้งเดิม 1 ถึง 3 กันมาแล้ว หลังจากความสำเร็จและคำชื่นชม (พร้อมทั้งข้อตำหนิบ้าง) ของภาค Resident Evil 2 Remake ที่วางจำหน่ายไปในปี 2562 ⁄ 2019 ที่ผ่านมา ในที่สุด Resident Evil 3 ซึ่งเป็นอีกภาคในความทรงจำของหลายคนก็ถูกรีเมคและวางจำหน่ายเสียที

แต่กลับมาคราวนี้ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนกันล่ะ?


เนื้อเรื่อง

คาดว่าหลายคนที่เคยเล่นภาคดั้งเดิมมาก็พอจะทราบเนื้อหากันดีอยู่แล้วว่าภาคนี้เรารับบทเป็นจิล วาเลนไทน์ (Jill Valentine) หนึ่งในสมาชิกหน่วย STARS ที่รอดชีวิตมาจากคฤหาสน์กลางภูเขาอาร์คเลย์ (Arklay) ที่เป็นแหล่งทดลองอาวุธชีวภาพของบริษัทเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่อัมเบรลา (Umbrella) ซึ่งเธอและเพื่อนร่วมทีมที่หนีรอดมาต่างก็พยายามเปิดโปงความจริง แต่ทุกอย่างก็โดนอำนาจเบื้องบนกดดันจนเงียบไปกับสายลม จนในวันหนึ่งที่ทั้งเมืองเกิดเหตุไวรัสระบาดจนคนกลายเป็นซอมบี้ การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของจิลจากผีดิบกระหายเลือดและผู้ไล่ล่าจอมตื๊ออย่าง Nemesis ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

RE3 Remake Review 10.jpg (898 KB)
ภาพขนาดเต็ม
การพบกันครั้งแรกอันแสนน่าประทับใจ(?)


สำหรับภาครีเมคในคราวนี้แกนเรื่องก็ยังคงคล้ายเดิม แต่ได้มีการเสริมเนื้อหาในหลายจุดให้ไหลลื่นขึ้น รวมถึงปรับบทสนทนา ปรับบุคลิกตัวละครหลายคนให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม และยังมีการใส่เนื้อหาที่เชื่อมต่อไปยัง Resident Evil 2 Remake ก่อนหน้านี้เล็ก ๆ น้อย ๆ พอประมาณให้คนที่เคยเล่นมาแล้วต้องร้องอ๋อกันเลยทีเดียว

RE3 Remake Review 9.jpg (423 KB)
ภาพขนาดเต็ม
จิลที่ส่องกระจกพลางคิดว่าบางที
อาจจะลองเปลี่ยนไปล่าสมบัติดูบ้าง


ถ้าจะมีสิ่งที่แตกต่างจากเกมต้นฉบับอย่างชัดเจนก็คงเป็นเส้นเรื่องในเกมครับ ของดั้งเดิมนั้น จะมีเนื้อหาแยกย่อยระหว่างทางเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงชะตากรรมของตัวละครบางตัวที่ต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราไปก่อนและหลัง (รวมถึงตัวเลือกในเกมบางจุด) ในคราวนี้เพื่อตัดปัญหาตัดข้อถกเถียงว่าเส้นเรื่องไหนที่มัน canon ก็เลยยุบรวมเหลือเพียงเส้นเรื่องเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีแตกย่อยไปไหน ซึ่งในแง่นึงมันก็ดีไม่ต้องมีข้อถกเถียงกันว่าตกลงคนนี้ตายหรือรอด สรุปแล้วหนีกันมาเองหรือมีคนรู้จักขับคอปเตอร์มารับ และคนเล่นก็ไม่ต้องมานั่งงุนงงด้วยเหมือนคราว RE2 Remake ว่าอ้าว ตกลงเหตุการณ์ไหนก่อนหลัง ใครมาถึงก่อนหรือหลัง ทำไมตัวนี้มันตายสองรอบ ฯลฯ แต่ในอีกแง่นึงมันก็ทำให้ความหลากหลายและความน่าสนใจลดลงไปบ้างเหมือนกัน

RE3 Remake Review 11.jpg (813 KB)
ภาพขนาดเต็ม
แม้แต่ตัวละครที่เรารู้จุดจบกันดีอย่างแบรด (Brad)
ในรีเมคนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาเช่นกัน


อย่างไรก็ดี บุคลิกของตัวละครสำคัญอย่างคาร์ลอส โอลิวิเอร่า (Carlos Oliviera) ที่ในต้นฉบับจะเหมือนเป็นตัวละครชนิดขี้เก๊ก ฝีมือพอมีแต่ก็แอบใจฝ่อในบางช่วง พอมาในรีเมคนี้ได้มีการปรับโฉมปรับบุคลิกใหม่จนเป็นตัวเอกคู่กับจิลเลยก็ว่าได้ครับ ใครที่ไม่ค่อยชอบคาร์ลอสในเกมต้นฉบับอาจมีเปลี่ยนใจในภาครีเมคเลย


เกมเพลย์

เกมเพลย์หลัก ๆ ของภาคนี้ยังคงเป็น Action Survival Horror เช่นเคยคล้ายกับในภาค RE2 Remake หรือจะเรียกว่าเอาระบบมาปรับใหม่ก็ว่าได้ ถ้าเทียบสัดส่วนแล้วใน RE3 Remake นี้จะเน้นไป Action ราว 80% ของเกมและฉากที่มีบรรยากาศชวนเสียวสันหลังก็ยังพอมีบ้างในอีก 20% ที่เหลือ แต่คุณจะใช้เวลาส่วนใหญ่ของเกมไปกับการระเบิดกระสุนใส่ศัตรูแน่นอน ถ้าให้เทียบกันแล้ว ใน RE2 Remake นั้นคุณอาจจะปวดหัวกับซอมบี้ตัวเดียวที่มันอึดถึกทน กินกระสุนนัดแล้วนัดเล่าก็ยังไม่ล้ม แถมบางทีล้มแล้วก็ไม่รู้ว่ามันตายจริงไหม พอมาใน RE3 Remake นี้ ซอมบี้ธรรมดาจะตายง่ายกว่าเดิมแบบผิดหูผิดตา แต่ก็แทนที่ด้วยปริมาณศัตรูในหนึ่งครั้งที่มากกว่าใน RE2 Remake มหาศาลนั่นเอง

RE3 Remake Review 1.jpg (609 KB)
ภาพขนาดเต็ม
บานเบอะแบบนี้ถ้าเป็น RE2 Remake ได้มีร้องกันแน่นอน


ในส่วนของการบังคับควบคุมนั้น แม้ว่าการเคลื่อนไหวพื้นฐานของจิล จะไม่ได้ต่างไปจากลีออน (Leon) และแคลร์ (Claire) มากนัก แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้คือระบบหลบคล้ายกับภาคต้นฉบับให้คุณเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์คับขัน ดังนั้นแม้ภาคนี้จะไม่มีระบบกดใช้ไอเทมป้องกันตัว แต่ถ้าใครเล่นหลบแม่น ๆ ล่ะก็เกมจะง่ายขึ้นแบบผิดหูผิดตาเลยทีเดียว


ถ้ากดถูกจังหวะจิลจะม้วนหลบแล้วมีจังหวะให้โจมตีกลับ
กรณีของคาร์ลอสจะเป็นการต่อยสวนแต่ก็มีจังหวะโจมตีกลับเช่นกัน


ด้วยความที่ภาคนี้เน้นการหนีเอาตัวรอดจากเมืองเป็นหลัก สถานที่ต่าง ๆ จึงมีสภาพเป็นพื้นที่เปิดซะส่วนมาก แต่ก็มีการจัดวางสิ่งต่าง ๆ ให้ระเกะระกะในลักษณะที่เมืองมันโกลาหลวุ่นวายเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวผู้เล่นในบางจุด แต่ถ้าเทียบกับในภาค RE2 Remake ที่วิ่งวนแต่ในอาคารปิดทั้งเกมแล้ว สภาพแวดล้อมของ RE3 Remake ก็ยังถือว่าเปิดกว้างกว่าอยู่ดี ถึงจะไม่ได้กว้างขนาดเป็นเกมโอเพนเวิลด์ก็ตามที เรียกได้ว่าถ้าเทียบกับ “เมือง” ในภาคต้นฉบับแล้ว ภาค RE3 Remake นี้ดูมีความเป็นเมืองจริง ๆ มากกว่า เป็นเมืองที่มีคนใช้ชีวิตกันไม่ใช่มีแต่ตรอกซอกซอยแคบ ๆ ชนิดต้องเบียดกันเดินครับ

RE3 Remake Review 4.jpg (875 KB)
ภาพขนาดเต็ม
ป้ายร้านค้าก็มีอีสเตอร์เอ็กซ่อนอยู่บ้าง
ไหนใครจำได้บ้างว่าตาอีเกิลนี่มาจากเกมอะไร?


แต่ก็ด้วยความสมเหตุสมผลนี่แหละ ที่ทำให้ปริศนาในเกมลดน้อยถอยลงไปเยอะมากถ้าเทียบกับต้นฉบับ ซึ่งถ้ามองในแง่ความเป็นจริงแล้วมันก็คงไม่มีใครบ้ามานั่งทำปริศนาทิ้งไว้ทั่วเมือง ใครจะไปไหนมาไหนทีต้องเอาเพชรมาใส่ วิ่งตะลอนหาแผ่นหินมาวางบนรูปปั้นเพื่อเปิดทางแน่นอน ด้วยเหตุนี้เอง บางสถานที่ในต้นฉบับก็โดนปรับเปลี่ยนไป อย่างหอนาฬิกาก็ไม่มีให้คุณวิ่งวนแก้ปริศนาแต่มีสภาพเป็น boss fight arena แทนเพื่อให้เนื้อหามันไหลลื่นกว่าเดิม และบางสถานที่ก็โดนตัดออกไปอย่างเช่นสุสาน (ซึ่งก็ทำให้ศัตรูบางตัวอย่าง Grave Digger ก็หายไปเช่นกัน)

RE3 Remake Review 5.jpg (755 KB)
ภาพขนาดเต็ม
ปริศนาน้อยลง และเพิ่มล็อกที่ต้องใช้ lockpick ไขเข้ามาแทน


มาว่ากันด้วยองค์ประกอบหลักของเกมที่ทำให้หลายคนติดอกติดใจจากต้นฉบับอย่าง Nemesis สตอล์คเกอร์จอมตื๊อกันบ้าง เชื่อว่าหลายคนคงคิดกันไว้คร่าว ๆ ก่อนเกมออกว่างวดนี้ Nemesis จะต้องสลัดยาก รับมือยากเสียยิ่งกว่า Mr.X ⁄ Tyrant ที่คอยไล่ฮุคขวาใส่ลีออนและแคลร์ใน RE2 Remake ทั้งเกมแน่นอน แต่พอเอาเข้าจริง...องค์ประกอบด้านการไล่ล่าของ Nemesis นั้นกลับทำออกมาแล้วแย่กว่าครับ ในขณะที่ RE2 Remake นั้น พอ Mr.X มันปรากฏตัว คุณจะต้องคอยระวังหลังตลอดเวลาจริง ๆ เพราะมันจะเดินวนไปมาทั่วสถานี คุณอาจไปจ๊ะเอ๋กับมันตอนกำลังวิ่งไขปริศนา

แต่กับ Nemesis นี้ เป็นที่น่าเสียดายว่าการปรากฏตัวของมันแต่ละทีจะมีแต่สคริปต์เอาไว้แล้ว ทุกครั้งที่มันโผล่จะมีลักษณะเหมือนเป็นฉาก set piece หรือเป็น boss fight ทั้งนั้น พอคุณวิ่งไปถึงจุดที่กำหนดมันก็จะหายไป และไปรอโผล่อีกทีเมื่อถึงเนื้อเรื่องที่กำหนด จนอดคิดไม่ได้ว่าแรงบันดาลใจของชุดจิลในภาคนี้นอกจากจะมีลาร่า ครอฟต์ (Lara Croft) จาก Tomb Raider เป็นต้นแบบแล้ว ทีมสร้างยังเอาองค์ประกอบอย่างฉาก set piece มาใช้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี การที่คุณยิงมันจนล้มได้มันก็ยังแจกของแต่งปืนหรือให้กระสุนคล้ายกับภาคต้นฉบับอยู่นะ


พบกับช่วง รอบนี้ Nemesis ดรอปอะไร?


เมื่อพูดถึงของแต่งปืนแล้ว ใครที่ชอบระบบการอัปเกรดปืนจาก RE2 Remake มาก็น่าจะพอใจไม่ใช่น้อย เพราะปืนเกือบทุกกระบอกของเราล้วนแล้วแต่สามารถหาของมาแต่งเพิ่มได้ บ้างก็ต้องออกนอกลู่นอกทางไปเก็บ บ้างก็ได้จากการล้มเจ้า Nemesis แต่ปืนคุณที่แต่งแล้วจะดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา และที่สำคัญคือมันเท่นี่ล่ะครับ

RE3 Remake Review 2.jpg (606 KB)
ภาพขนาดเต็ม
น่าเสียดายว่าปืนที่แต่งเต็มแล้วนำมาใช้วนรอบไม่ได้


RE3 Remake Review 3.jpg (507 KB)
ภาพขนาดเต็ม
พาร์ทแต่งปืนพวกนี้ (ที่ไม่ใช่ Dot Sight)
ได้จากการล้ม Nemesis นะ


สำหรับความหลากหลายของศัตรูนั้นก็เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นจาก RE2 Remake พอควร แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นตัวที่มีอยู่แล้วในเกมต้นฉบับ ซึ่งพอมาเป็นฉบับรีเมคก็ได้เพิ่มลูกเล่นในการต่อสู้กับพวกมันเข้าไปบ้าง ไม่ใช่ให้ผู้เล่นแค่ระเบิดกระสุนใส่รัว ๆ เหมือนของเดิม ซึ่งในส่วนนี้มีจุดที่เราต้องเจอกับ Drain Deimos และเกมได้ใส่ลูกเล่นเซอร์ไพรส์บางอย่างเข้ามาด้วย ถือเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงเหมือนกันในการเล่นรอบแรก อยากให้ไปลองเจอกันเองในเกมครับ


Hunter Gamma ที่หลายคนคุ้นเคยจากต้นฉบับ
แต่ป้อนมันด้วยเกรเนดไฟสักลูกก็จะช่วยให้มันอิ่มท้องหลับสบาย



Hunter Beta ที่หลายคนเข็ดขยาดจากท่าสังหารของมัน
แจกกระสุน 5.56 มม.จนผิวหนังแตกแล้วยิงซ้ำก็จะเก็บมันได้เร็ว


แน่ล่ะว่าอาวุธพิเศษหลังจบเกมกับ Resident Evil เป็นของคู่กัน แต่ในภาคนี้คุณไม่ต้องปลดจากการเล่นทำเวลา เพราะเมื่อคุณเคลียร์เงื่อนไขในเกมแต่ละอย่างได้คุณก็จะได้พอยต์ เพื่อนำพอยต์ไปแลกเป็นไอเทมพิเศษต่าง ๆ ไว้ใช้ในรอบต่อไป ดังนั้นแม้โดยรวมแล้วการเล่นในหนึ่งรอบจะค่อนข้างสั้น (ราว 5–6 ชั่วโมง) แต่เกมดูจะเน้นให้คุณต้องเล่นหลายรอบเพื่อปลดล็อกสิ่งต่าง ๆ มากกว่า

RE3 Remake Review 6.jpg (524 KB)
ภาพขนาดเต็ม
อินฟินิตร็อคเก็ตลอนเชอร์
สุดยอดอาวุธคู่ซีรีส์ตั้งแต่ภาคแรก


RE3 Remake Review 7.jpg (792 KB)
ภาพขนาดเต็ม
จิล วาเลนไทน์กับบั้งไฟพญานาคของเธอ


กราฟิก

ถ้าคุณชอบกราฟิกของ RE2 Remake คุณก็จะชอบ RE3 Remake เพราะมันคือเอ็นจินเดียวกัน ทั้งความเหนียวเหนอะ ความเละ ความเฉอะแฉะต่าง ๆ ก็ยังครบถ้วน แต่ถ้าจะมีอะไรที่ต่างไปจากเดิมก็คงเป็นบรรดาเศษซากชิ้นส่วนของศัตรูครับ เดิมใน RE2 Remake ถ้าเรายิงซอมบี้จนแขนหรือขาขาด เศษชิ้นส่วนก็จะตกค้างอยู่บนพื้นแบบนั้น แต่กับภาคนี้พอยิงขาดแล้วเศษซากต่าง ๆ ก็จะอันตรธานหายไปเลย

เข้าใจว่าอาจด้วยเพราะปริมาณศัตรูที่มากขึ้น จึงทำให้ทีมงานต้องลดการแสดงผลบางอย่างลงเพื่อไม่ให้มันหนักเครื่องเกินไป แถมองค์ประกอบบางอย่างก็หายไปจาก RE2 Remake ครับ ภาคนี้คุณไม่สามารถใช้ลูกซองยิงซอมบี้ตัวขาดครึ่งได้ และการใช้ลูกซองยิงอัดหัวมันก็จะให้ผลแค่สองอย่างคือไม่แบะไปเลยก็ยังคงหัวอยู่บนบ่าแต่มีร่องรอยเสียหายให้เห็น ต่างกับใน RE2 Remake ที่บางทีมันอาจหัวแหว่งไปครึ่งนึงแต่ยังเดินมากัดเราได้ และแม้แต่การยิงซอมบี้ตายก็ไม่มีการใช้ ragdoll animation แล้ว แต่ท่าล้มจะเป็นสคริปต์แทน ถ้าพูดไปแล้วในด้านกราฟิกถือเป็นการดาวน์เกรดจากเดิมก็คงไม่ผิดนัก


เพลงประกอบ

เพลงประกอบของ RE3 Remake นั้นทำได้ดีครับ ไม่ว่าจะธีมของ Nemesis ตอนมันปรากฏตัวที่ชวนระทึกใช้ได้ หรือจะตอนสู้บอส Nemesis ในร่างต่าง ๆ ก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น ผมคิดว่าความติดหูยังเทียบไม่ได้กับธีมใน RE2 Remake เลย อย่างธีมของ Mr.X ยังฟังดูน่าเกรงขาม ฟังแล้วรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มืดทะมึนกว่า หรือธีมของ Hunk เองก็ยังติดหูกว่าเยอะ พอมาใน RE3 Remake กลับไม่ค่อยมีธีมไหนที่ฟังแล้วจดจำได้มากนักเท่าไหร่


สรุป

RE3 Remake อาจเป็นการรีเมคที่ทำให้ผมตัดสินใจยากพอสมควร เพราะในส่วนที่ดีขึ้นมันก็ดีขึ้นกว่าเดิมจริง แต่กลับกันบางส่วนมันก็แย่ลง สิ่งที่เสริมเข้ามาหลายอย่างนั้นเข้าท่าเข้าทางมาก แต่ในฐานะแฟนของเกมต้นฉบับมันก็มีบางอย่างที่ขาดหายไปและคิดว่าน่าจะหาทางใส่กลับลงมาแทนที่จะตัดทิ้งไปเฉย ๆ ยิ่งใครชอบระบบตัวเลือกในภาคต้นฉบับพอมาเล่นรีเมคที่ตัวเลือกหายไปก็คงผิดหวังอย่างเสียไม่ได้ แม้แต่จุดขายอย่าง Nemesis เองก็มีจุดที่ดีกว่าต้นฉบับแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีจุดที่แย่กว่าต้นฉบับอีกนั่นแหละ บางช่วงเราก็รู้สึกได้ว่ามันคือรีเมค แต่บางช่วงมันก็กลายเป็นเกมมันเองโดยไม่ยึดโยงกับต้นฉบับ แต่ถ้าถามว่ามันสนุกไหม มันสนุกนั่นแหละครับ เพียงแค่ว่าอาจจะยังไม่ถึงที่คาดกันไว้เท่าไหร่


คะแนน
7.5 ⁄ 10


RE3 Remake Review 8.jpg (202 KB)
ภาพขนาดเต็ม
เมื่อคุณปลดล็อกบั้งไฟพญานาคได้
โหมดยากก็เป็นเพียงแค่ชื่อ...

Post by [G-jang]
TOP