Wiki review





*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Sony Interactive Entertainment Inc. และ PC&Associates มา ณ โอกาสนี้
*รีวิวนี้เล่นบน PlayStation 4 ตัวธรรมดา

13 ปีก่อน การผจญภัยของ Kratos ได้เริ่มต้นบนเครื่อง Playstation 2 และมันได้สร้างมาตรฐานใหม่ ๆ ให้เกมแอ็คชั่นแบบ Hack and Slash มากมาย ความสำเร็จของโล้นซ่าท้าทวยเทพได้ลงหลักปักฐานในความทรงจำของเกมเมอร์มาอีกหลายต่อหลายภาค แต่ดูเหมือนว่าหลังจากภาค Ascension ซีรีส์นี้ได้มาถึงจุดอิ่มตัวและถึงเวลาที่ Santa Monica จะต้องตอบคำถามสำคัญแล้ว นั่นคือ “แนวทางใหม่ของซีรีส์นี้จะเป็นยังไง?” การหาคำตอบนี้มันท้าทายและเสี่ยงสาหัสแค่ไหนคงไม่ต้องพูดถึง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การสร้างเกมเป็นงานที่ใช้เงินทุนมหาศาลขึ้นทุกที แถมยังเป็นซีรีส์ที่มีฐานแฟนอยู่ทั่วโลก คงไม่เกินเลยหากจะบอกว่า Santa Monica ได้เผชิญกับหน้าผาสูงชันอย่างที่ Kratos ตัดสินใจจะก้าวเท้าพาร่างของเขาร่วงลงไปเมื่อ 13 ปีก่อน

แต่ยังไงก็ตาม พวกเขาก็หันหลังให้ความสำเร็จที่ผ่านมาด้วยการตัดสินใจก้าวเท้าออกไป

และสิ่งที่รอพวกเขารวมถึงผู้เล่นอย่างเราก็คือ




ระบบต่อสู้

God of War 2018 เป็นภาคแรกที่พาผู้เล่นเดินทางออกจากกรีกไปยังดินแดนแห่งหิมะและลมหนาว สัมผัสกับเทวตำนานนอร์สและความโหดร้ายของเหล่าอสุรกายที่รอคอย Kratos กับ Atreus ลูกชายของเขาอยู่ นอกจากการเปลี่ยนเทวตำนานประจำเกมแล้ว ระบบการต่อสู้ของเกมก็ถูกรื้อแล้วทำใหม่ทั้งหมดด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวข้อที่แฟน ๆ ซีรีส์หลายคนกระวนกระวายใจว่ามันจะออกมาเป็นยังไง เพราะจากวีดิโอที่ปล่อยออกมามันให้ความรู้สึกว่าเกมภาคนี้ได้รับอิทธิพลของเกมตระกูล Soul เปลี่ยนปุ่มการโจมตีจาก สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม เป็น R1 และ R2  แถมมุมกล้องของเกมจะเดินตามหลัง Kratos ด้วย ยิ่งทำให้หลายคนรู้สึกกังวลเรื่องระบบต่อสู้เป็นพิเศษ

“ขอบอกเลยครับว่า ในภาคนี้คุณจะต้องวางความเคยชินแบบเดิมๆ ทำความคุ้นเคยกับ Gameplay
และเรียนวิชากับเฮียโล้นใหม่เกือบทั้งหมด แต่สิ่งที่คุณหมดกังวลได้เลยก็คือ มันคุ้มค่ามากที่จะลองของใหม่ในภาคนี้”


เราจะมาพูดถึงในส่วนที่ใกล้ชิดกับผู้เล่นมากที่สุดทั้งเกมก่อน คือ ระบบการต่อสู้ ถ้าพูดถึงในแง่การต่อคอมโบ เกมยังคงเน้นการต่อคอมโบแบบการโจมตีเบา−หนัก เหมือนเกมภาคก่อน แต่ที่จะต้องมาเรียนกันใหม่ก็คือการปาขวานและการเปลี่ยนท่าการต่อสู้มือเปล่าครับ ซึ่งตรงจุดนี้ทีมพัฒนาเขาไม่ได้ใส่เข้ามาเพื่อให้มันดูแตกต่างหรือดูเล่นยากเฉยๆ แต่มันมีความหมายสำหรับกลยุทธ์ในการต่อสู้มาก นั่นคือการปาขวานจะทำให้ Kratos มีอาวุธสำหรับการโจมตีศัตรูระยะไกล ทั้งปาใส่จุดตาย ปาใส่วัตถุให้ระเบิด แถมขวาน Leviathan ยังมีพลังน้ำแข็งที่สามารถปาไปปักอกแช่ศัตรูให้อยู่นิ่งๆ รอให้เราเข้าไปประเคนมือเท้าเข่าศอก หรือจะถีบมันลงผาไปเลยก็ยังได้ นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมเกมถึงเปลี่ยนมุมมองมามองด้านหลังของ Kratos เพราะมันจะทำให้เราเข้าโหมดเล็งขวานได้อย่างง่ายดายนั่นเอง นอกจากจะปาแล้วการเรียกขวานกลับก็สำคัญมาก เพราะขวานจะไม่บินกลับมาที่มือของ Kratos เอง แต่จะต้องมีการเรียกกลับ ถ้าจะมีอะไรที่ผู้เล่นจะต้องฝึกให้คุ้นเคย (และอาจปวดหัวบ้าง) ตั้งแต่ต้นเกม ก็คือการปาขวานและเรียกกลับกับการล็อกเป้าศัตรูนี่เอง เพราะขวานที่เรามีจะไม่ได้ใช้แค่การต่อสู้ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้ผ่านปริศนาแทบทุกอย่างในเกม

ต่อไปคือการการต่อสู้ด้วยมือเปล่า (เมื่อปาขวานออกจากมือไปแล้ว) ถึงมันจะทำความเสียหายต่อพลังชีวิตศัตรูไม่ได้มากเท่าขวาน แต่หัวใจของมันคือการทำให้เกจด้านล่างพลังชีวิตของศัตรูเพิ่มขึ้น และเมื่อมันเพิ่มถึงขีดสุด ศัตรูจะอยู่ในสถานะมึนและเราจะสามารถเข้าไปกด R3 เพื่อทำความเสียหายสาหัสหรือฆ่ามันได้ทันที ทำให้ผู้เล่นสามารถออกแบบเทคนิคการต่อสู้ของตัวเองได้หลากหลายกว่าภาคก่อนมาก คุณสามารถปาขวานไปแช่ศัตรูหนึ่งตัวเพื่อลดจำนวน แล้ววิ่งไปจัดการศัตรูตัวอื่นก่อน ยังไม่รวมถึงการอัพเกรดท่าต่างๆ ของขวานที่จะทำให้คุณมีคอมโบไว้ใช้พลิกแพลงตามสถานการณ์ได้เป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ยังเหมือนเดิมแน่ ๆ ก็คือ เกมยังเก็บอารมณ์ความรู้สึกทุกความรุนแรงของการหวดอาวุธได้อย่างครบถ้วน เรายังคงรู้สึกว่า Kratos เป็นนักรบที่ไร้เทียมทาน แต่ขณะเดียวกันศัตรูที่อยู่ต่อหน้าก็ท้าทายมากกว่าเดิม และทุกเหลี่ยมมุมของฉากสามารถเป็นใช้เป็นข้อได้เปรียบของเราได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเหวี่ยงศัตรูลงเหว การอัดศัตรูเข้ากับกำแพง (ทำให้เกจด้านล่างพลังชีวิตศัตรูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว)

ยิ่งไปกว่านั้น อย่าลืมว่าในภาคนี้เราไม่ได้มีพระเอกเพียงคนเดียว




Atreus เลือดพ่อมันแรง

สำหรับใครที่คิดว่า Atreus จะมาในรูปแบบของ Ai เต็มรูปแบบที่คอยช่วยเหลือเราในการต่อสู้ คุณคิดถูกครึ่งเดียวครับ เพราะแท้จริงแล้วหน้าที่บังคับการโจมตีของ Atreus อีกครึ่งหนึ่ง เป็นหน้าที่ของเราด้วย ซึ่งเราสามารถสั่งให้ Atreus ยิงธนูใส่เป้าหมายตามที่ต้องการ และถ้าคุณคิดว่าธนูของ Atreus จะทำได้แค่สร้างการก่อกวนให้ศัตรู คุณคิดผิดครับ เพราะนอกจากความเสียหายที่รุนแรงเมื่อคุณอัพเกรดแล้ว ยังมีลูกธนูแสงที่ทำให้ศัตรูมึนได้อย่างรวดเร็วหรือธนูสายฟ้าที่ทำความเสียหายแบบชิ่งกระทบ แทบจะพูดได้เลยครับว่าการบังคับ Atreus เป็นเอกลักษณ์และเป็นอีกส่วนสำคัญของระบบการต่อสู้ในเกมเลยก็ว่าได้ งานของคุณจะง่ายขึ้นกว่าครึ่งเลยทีเดียวหากคุณรู้จักการบังคับ Atreus ให้เป็น ยังไม่รวมถึงความสามารถในการล็อกคอ การร่ายจิตวิญญาณสัตว์มาช่วย และการล่อเท้าศัตรูด้วย




ผสมผสานความเป็น RPG และโลกที่เปิดกว้างมากกว่าเดิม

องค์ประกอบความเป็น RPG และโลกที่เปิดกว้าง ได้เข้ามาช่วยยกระดับความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำได้ไม่น่าเบื่อ”


การอัพเกรดและเวทมนต์


เช่นเดียวกับระบบต่อสู้ การอัพเกรดและเวทมนต์ก็เป็นสิ่งที่ถูกรื้อทำใหม่ทั้งหมด โดยในภาคนี้คุณจำเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยคนแคระพี่น้องยอดฝีมือด้านงานช่างมาช่วยดูแลอาวุธชุดเกราะ ส่วนเราก็ทำหน้าที่หาวัตถุดิบจากสถานที่ต่าง ๆ มาให้ ถึงจะต้องเสียเวลาทำความเข้าใจระบบอยู่บ้าง แต่ถ้าคุ้นเคยกับระบบของเกม RPG ทั่วไปแล้ว มันไม่ใช่ระบบที่เข้าใจยากนัก และมันช่วยให้คุณสามารถออกแบบการเล่นในสไตล์ของคุณเองได้

เวทมนต์ที่มีในเกมจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ รูนเบา และ รูนหนัก ซึ่งจะเรียกว่าเป็นท่าไม้ตายของ Kratos ก็ได้ รวมถึงเวทมนต์ที่เราจะได้จากการสวมใส่เครื่องประดับอีก และเราไม่จำเป็นต้องใช้แถบ mana สำหรับร่ายเวทอีกแล้ว แค่รอ Cooldown ให้จบก็พอ ซึ่งค่าพลังเวทของเราก็จะถูกผูกเข้ากับค่าสเตตัสของ Kratos ที่ได้จากการสวมใส่อาวุธชุดเกราะ ทำให้คุณสามารถออกแบบได้ว่า คุณต้องการได้ Kratos สายไหน เช่น Kratos สายตีหัวเข้าบ้านก็จะเน้นของเพิ่มพลังชีวิตและพลังโจมตี ถ้าอยากเด่นเรื่องสายเวทก็ใช้ของที่เพิ่มพลังของรูน

ปริศนากลมกล่อม

เกมมีปริศนาให้คอยแก้ตลอดทั้งเกม และทุกปริศนาผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดี นั่นคือไม่ยากมากแต่ก็ไม่ดูถูกสติปัญญาผู้เล่นเกินไป พอดีปากพอดีคำ และเว้นจังหวะจะโคนได้สวย



โลกอันกว้างใหญ่แห่งตำนานนอร์สอยู่เบื้องหน้า

“เกมไม่ได้มีการให้อิสระแบบเกม Open World เต็มรูปแบบ แต่เมื่อดำเนินเนื้อเรื่องไปถึงจุดหนึ่ง
     เกมจะเปิดโอกาสให้คุณสามารถออกสำรวจดินแดนอันกว้างใหญ่และทำภารกิจเสริมได้”


หากจะพูดถึงส่วนที่คาดไม่ถึงมากที่สุดของเกมก็คือความเป็น Open World ของเกมนี่แหละครับ อันที่จริงตัวผู้กำกับ Cory Barlog เขาเคยให้สัมภาษณ์มาก่อนแล้วว่า เกมจะมีการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงแต่จะมีอิสระให้ผู้เล่นได้ไปไหนมาไหนบ้างเพื่อชมทัศนียภาพหรือเก็บสมบัติ แต่พอได้เล่นเกมจริงแล้ว เกมให้อิสระกับการสำรวจค่อนข้างเยอะกว่าที่คาดเอาไว้มาก  โดยเฉพาะในส่วนของการเดินทางไปยังภพต่างๆ ในตำนานนอร์ส ซึ่งเกมมีระบบประตูไปที่ไหนก็ได้ (คล้าย Fast Travel แต่มีขั้นตอนมากกว่า) ที่กว่าเราจะใช้ได้แบบเต็มที่ ก็ปาไปครึ่งค่อนเกมแล้ว และยังมีเควสเสริมกับ Challenge ที่อยู่ในภพอื่น ๆ อีกเยอะมาก  ซึ่งทำให้คำบอกเล่าที่ว่าการจะเคลียร์เกมภาคนี้ให้จบครบสมบูรณ์ได้ต้องใช้เวลาประมาณ 40 ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ส่วนเควสหลักของเกมที่ผมใช้เวลาเล่นและเดินทำเควสเสริมต่างๆ บ้าง ก็อยู่ที่ประมาณ 10 ชั่วโมง ถึงจบ




เนื้อเรื่อง

การเติบโตไม่ใช่เรื่องง่าย

เรื่องราวหลักของภาคนี้คือการที่ Kratos กับ Atreus ต้องทำภารกิจสำคัญในการนำเถ้ากระดูกของแม่⁄เมีย คือ Faye ไปโปรยยังยอดที่สูงสุดของภพในตำนานนอร์ส ถึงจะฟังดูเป็นภารกิจที่ไม่มีอะไรหวือหวาอย่างการไปเด็ดหัวราชาเทพเจ้า แต่แก่นเรื่องสำคัญของภาคนี้คือการเติบโต การค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และสำคัญที่สุดนั่นคือการยอมรับอดีตอันดำมืดและพร้อมจะก้าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งจะมีความยิ่งใหญ่ในแบบของมันอย่างที่เกมภาคก่อนๆ ไม่มี

ถ้าพูดในแง่พัฒนาการตัวละคร  ไม่มีสิ่งไหนน่าประทับใจมากกว่า Kratos ในภาคนี้แล้ว เกมทำให้เราเชื่อได้จริงๆ ว่า Kratos คนนี้ยังเป็น Kratos ผู้ล้างบางเทพโอลิมปัสคนเดิม แต่ไฟที่ขับเคลื่อนชีวิตของเขาไม่ใช่ไฟแห่งความแค้นอีกต่อไป มันกลับเป็นไฟในการเอาชีวิตรอด และเหนือสิ่งอื่นใด คือหน้าที่ของพ่อที่จะทำให้สายเลือดของเขาสามารถเอาชีวิตรอดในดินแดนอันโหดร้ายที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกมาก

       “เกมยังมีเซอไพรซ์แบบไม่คาดฝันรอแฟนๆ อยู่ด้วย ผมบอกได้แค่ว่า
จะมีจุดจุดหนึ่งของเกมที่ทำให้คุณต้องกรีดร้องออกมาด้วยความคิดถึงอย่างแน่นอน”


ต้องขอบคุณ Atreus ที่นอกจากจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจในตัวเองแล้ว เขายังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ Kratos ได้แสดงด้านของความเป็นพ่อออกมา การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกในหลายฉากก็อดที่จะทำให้เรายิ้มไปกับด้านที่อ่อนโยนของ Kratos ไม่ได้ ยิ่งการที่ทำให้เรามีส่วนในการบังคับ Ai ของ Atreus ด้วย ก็ยิ่งทำให้เขามีความใกล้ชิดกับผู้เล่นมากขึ้น  เราจะเห็นการสูญสิ้นความไร้เดียงสาที่จับใจหลายฉาก โดยเฉพาะคำสอนในการเอาตัวรอดของ Kratos ในดินแดนที่สองพ่อลูกไม่มีทางเลือกนอกจากการฆ่ามากนัก

แต่ในขณะที่ปมสำคัญหลายปมเกี่ยวกับ Atreus และแม่ของเขาจะถูกคลี่คลายในตอนจบ มันก็ได้สร้างปมใหม่ๆ เกี่ยวกับตัว Atreus ที่จะนำไปสู่ภาคต่อและเหตุการณ์ชี้ชะตาของเทพเจ้านอร์สหรือ Ragnarok ที่ Atreus และ Kratos จะมีบทบาทสำคัญต่อเหตุการณ์นี้ในอนาคตอย่างแน่นอน

ตัวละครรายรอบอย่าง Mimir และคนแคระพี่น้อง ก็ออกมาช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายตลอดทั้งเกม และทำให้ในที่สุด Kratos ก็เริ่มมีเพื่อนกับเขาสักที (ถึงจะมีการทำความรู้จักกันรุนแรงสักหน่อยในตอนแรก)





การนำเสนอ

มุมกล้องถ่ายหลัง ยังเห็นความอลังการ

ในทีแรก ผมกลัวว่าการเปลี่ยนมุมกล้องมาเดินตามหลัง Kratos จะทำให้อรรถรสในการนำเสนอสถาปัตยกรรมแบบภาคก่อนๆ หายไป แต่เปล่าเลย การถ่ายภาพด้านหลัง กลับเรียกความรู้สึกแบบเดิมๆ กลับมาได้ มันเหมือนตัวเราเองกำลังมองขึ้นไปยังฉากสูงเสียดฟ้า โดยเฉพาะฉากที่เราต้องเดินทางไปยังร่างไร้วิญญาณของยักษ์ นับเป็นอีกฉากที่เผลอจิกเท้าอย่างไม่รู้ตัวกันเลยทีเดียว





เลือดและความโหดยังไม่ไปไหน

ถึงเกมจะต้องการนำเสนอแง่มุมด้านอื่นของ Kratos มากขึ้น แต่ใครที่ยังคาดหวังความอลังการของฉากล้มบอสและฉากสู้กับเทพเจ้า ของพวกนี้ยังมีให้คุณครบครัน แม้ว่าในภาคนี้จะไม่มีระบบที่เป็นลายเซ็นของซีรีส์อย่าง QTE (Quick Time Event) หรือการกดปุ่มบนหน้าจอเพื่อสังหารศัตรูแล้ว แต่เกมใช้วิธีการให้ผู้เล่นได้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับแอ็คชั่นของ Kratos ตอนสู้กับบอสมากขึ้น เช่น จะมีบางชั่วขณะตอนสู้บอสที่เกมจะให้เรารัวปุ่มแลกหมัดกับบอส หรือหลบการโจมตี

กราฟิก

ทุกรายละเอียดของอาวุธชุดเกราะ เส้นผมตัวละคร ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแตกกระจายของสิ่งของภายในฉากที่กระเด็นไปตามแรงหวดทำออกมาได้อย่างดูเป็นธรรมชาติ รวมถึงงานเอฟเฟกต์ต่างๆ ของเวทมนต์และอาวุธนั้นอยู่ในขั้นที่รีดศักยภาพของ PlayStation 4 ออกมาได้เต็มที่ แต่เฟรมเรตอาจมีให้เห็นว่าร่วงบ้างเล็กน้อยเมื่อมีการใช้เวทมนต์กับศัตรูในฉากที่เยอะเกินไป





สรุปจากใจของสาวกซีรีส์

ผมวางคอนโทรลเลอร์เมื่อจบเควสหลักของเกมด้วยความรู้สึกที่ทั้งตื้นตันและโล่งใจ มันเป็นความรู้สึกที่ผมเกือบลืมไปแล้วเมื่อ 13 ปีก่อน ที่มาพร้อมความสดใหม่ ความสดใหม่ที่ Santa Monica สามารถหาคำตอบให้กับแนวทางครั้งใหม่ของซีรีส์ได้แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย เกมยังมีปัญหาที่ติดใจบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็เล็กน้อยจนไม่ใช่สาระสำคัญหรือสิ่งที่จะมาลดทอนความยอดเยี่ยมในด้านต่างๆ ของเกมได้

      ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนหรือผู้เล่นหน้าใหม่ หากคุณสามารถทำความคุ้นชินกับ Gameplay แบบใหม่ได้
God of War
2018 เป็นได้ทั้งเกมที่เราคุ้นเคย แต่มีมิติที่ลึกซึ้งเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และเป็นเกมที่ขาจรไม่ควรพลาด
         ถ้าจะให้คำนิยาม God of War
ภาคนี้แบบสั้น ๆ ก็คือ มันเป็น “ก้าวที่กล้า” ของ Santa Monica
                                    ที่จะยกระดับซีรีส์นี้ให้เล่าขานตำนานตัวเองต่อไป”

 

5 ⁄ 5 คะแนน

Post by [Reviewer Ocelot]
TOP