Wiki review


Shadow of the Colossus Remake

แด่นางผู้เป็นที่รัก ข้าจักล้างผลาญยักษา

ขอขอบคุณโค้ดในการรีวิวเกมจาก Sony Interactive Entertainment มาในโอกาสนี้ครับ


Shadow of the Colossus เป็นเกมลำดับที่ 2 จากมันสมองของผู้สร้างสรรค์อย่างคุณอุเอดะ ฟูมิโตะที่เคยฝากผลงานเอาไว้อย่าง ICO และเกมล่าสุดที่วางจำหน่ายไปเมื่อปี 2016 ก็ถือเป็นผลงานลำดับที่ 3 ของเขานั่นเอง โดยเดิมทีนั้น Shadow of the Colossus เคยวางจำหน่ายบน PlayStation 2 ไปเมื่อปี 2005 ซึ่งก็กวาดคำชมไปมากมายจากหลายสำนักและสร้างความฮือฮาได้ด้วยการเล่นที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งกินใจ จนถูกรีมาสเตอร์ร่วมกับ ICO ลงบน PlayStation 3 ในปี 2011 จนมารีเมคเต็มตัวบน PlayStation 4 ในคราวนี้นี่เอง แล้วการรีเมคครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไรกันล่ะ?


เนื้อเรื่อง

ตัวเกมบอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีนามว่าแวนเดอร์ (Wander) ผู้เดินทางเข้ามายังดินแดนต้องห้ามพร้อมกับม้าคู่ใจอาโกร (Agro) ในอ้อมแขนของเขาคือร่างไร้ชีวิตของหญิงสาวผู้มีนามว่าโมโน (Mono) โดยเขามีเพียงจุดมุ่งหมายเดียวนั่นคือการทำทุกวิถีทางเพื่อให้โมโนผู้เป็นคนรักฟื้นกลับมาให้จงได้ และเพื่อการนั้นเขาจึงจำเป็นต้องออกเดินทางในดินแดนอันเปลี่ยวร้างไร้ผู้คนและตามล่ายักษาทั้ง 16 ตนตามเสียงอันลึกลับที่ให้ความหวังแก่เขาว่า ยามใดที่ยักษาทั้ง 16 ตนสิ้นลมแล้วไซร้ ความปรารถนาของเขาจักสัมฤทธิ์ผล

หากจะให้อธิบายโดยสั้นและกระชับนั้น เนื้อหาของเกมนี้คือนิยายรักที่ว่าด้วยชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลแต่ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมี ยอมฝ่าฝืนข้อห้ามและบุกรุกเข้าดินแดนต้องสาป เต็มใจฝ่าฟันภยันตรายต่างๆ นานาโดยหวังเพียงเพื่อให้นางอันเป็นที่รักฟื้นกลับมาอีกครั้ง บทสรุปของเรื่องราวนั้นจะตราตรึงในใจของผู้ที่ได้สัมผัสไปอีกนานเลยทีเดียว

แน่นอนว่าใครที่เป็นกังวลว่าตนจะไม่เข้าใจเรื่องราวในเกมนั้นก็สบายใจได้ เพราะบทสนทนาในเกมนี้ไม่เยอะมากนัก ตัวละครที่ปรากฏตัวก็น้อยมาก หากแต่สิ่งสำคัญในภาคนี้ก็คือตัวเกมมาพร้อมกับคำบรรยายไทยทั้งเกม ไม่ว่าจะหน้าจอเมนู บทสนทนา หรือแม้แต่คำอธิบายไอเทมล้วนแล้วแต่เป็นภาษาไทยทั้งหมด ซึ่งการแปลก็ทำออกมาได้ดีและเข้าใจง่าย ไม่ต้องห่วงว่าจะเล่นไม่เข้าใจเลย

ภาษาไทย.jpg (36 KB)
ภาษาไทยทั้งเกม


ระบบการเล่น

รูปแบบการเล่นหากดูเผินๆ ก็คงสามารถอธิบายได้ว่าเป็นเกมแอ็คชั่นแบบโอเพนเวิลด์ที่ให้เราไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ หากแต่ว่าโลกในเกมนี้แม้จะกว้างใหญ่ แต่สิ่งที่พบเจอมักมีแค่เพียงภูเขา ต้นไม้ใบหญ้า และสัตว์เล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากตัวเกมดำเนินเรื่องในดินแดนต้องคำสาปอันรกร้างเราจึงจะไม่เจอกับมนุษย์คนอื่นเลยแม้แต่คนเดียวทั้งเกม (แต่ถ้านับโมโนที่นอนนิ่งๆ บนแท่นพิธีก็คงพอได้) เราจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ของเกมบนหลังม้าคู่ใจเพื่อออกตามล่ายักษาตนต่างๆ เท่านั้น ทุกครั้งที่เราจะเริ่มออกล่ายักษ์ตนไหนเราจะมาเริ่มที่วิหารกลางเสมอ จากนั้นเราก็ออกไปข้างนอกวิหารเดินไปยังจุดที่มีแสงสว่างและกดชูดาบเพื่อสังเกตว่าแสงจากดาบชี้ไปที่ทิศทางใด เราก็ต้องมุ่งหน้าไปยังทิศนั้นเพราะนั่นคือตำแหน่งที่เป้าหมายของเราหลับใหลอยู่


เดินทางในดินแดนเปลี่ยวร้าง.jpg (315 KB)
คนหนึ่งคนและอาชาคู่ใจในดินแดนอันรกร้าง

แต่การที่เกมว่างเปล่าแบบนี้มันจะทำให้ตัวเกมเบาหวิวจนแทบไม่มีอะไรให้จับต้องรึเปล่า? ก็ไม่ครับ เพราะด้วยรูปแบบของเกมนั้นถูกออกแบบมาให้มีลักษณะของเกมพัสเซิล การที่เราเผชิญหน้ายักษ์แต่ละตัวนั้น เราจะต้องสังเกตพฤติกรรมของมัน สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบด้าน แล้วลองคิดพิจารณาว่าเราจะต้องทำยังไงถึงจะจัดการยักษ์ที่เราเผชิญหน้าด้วยได้ ซึ่งสำหรับผู้ที่เคยเล่นมาก่อนแล้วก็คงผ่านได้ไม่ยาก แต่หากใครไม่เคยสัมผัสกับเกมนี้มาก่อนเลย ขอแนะนำว่าในการสู้กับยักษ์นั้นลองคิดหาวิธีจัดการกับมันด้วยตัวเองก่อน เพราะวินาทีที่คุณรู้วิธีจัดการกับมันได้นั้นมันจะเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ต้องกังวลไปว่าจะเสียเวลาและเสียอารมณ์เพราะหากคุณใช้เวลากับยักษ์ตัวไหนนานระดับหนึ่ง จะมีเสียงบอกใบ้วิธีจัดการให้เราได้ยินเสมอ

อาวุธที่มีให้เราใช้สอยในเกมนี้มีเพียง 2 อย่างนั่นคือดาบและธนู (อันที่จริงจะมีไอเทมพิเศษหลังจบเกมด้วย แต่ต้องจัดการยักษ์แต่ละตัวภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งก็ขอไม่พูดถึงแล้วกัน) ดาบนั้นคืออาวุธหลักของเราในการประหัตประหารยักษาทุกตัว ส่วนธนูนั้นแม้จะทำความเสียหายร้ายแรงอะไรไม่ได้แต่ก็มีประโยชน์ในการดึงความสนใจและในบางทีก็จำเป็นต้องใช้งานเพื่อเปิดโอกาสให้เรามีจังหวะเล่นงานยักษ์ด้วย

การใช้ดาบเล่นงานยักษ์แต่ละตัวนั้น ไม่ใช่ว่าให้เราวิ่งทื่อๆ เข้าไปเอาดาบสะกิดหัวแม่โป้งของมันยิกๆ แล้วมันจะตายได้ แต่เราจำเป็นต้องปีนป่ายบนร่างกายของมันเพื่อหาจุดอ่อนก่อนที่จะเงื้อดาบแทงลงไปให้เต็มแรง บางตัวจะมีจุดอ่อนเพียงจุดเดียวแต่บางตัวก็มีมากกว่านั้น อ่านมาแค่นี้อาจรู้สึกว่าวิธีการจัดการนั้นง่ายๆ ไม่ซับซ้อน หากแต่ปัญหาคือเราต้องทำอย่างไรล่ะที่จะสามารถกระโดดขึ้นไปปีนบนตัวของมันได้ การคิดหาวิธีเหล่านั้นคือความสนุกของเกมนี้เลยล่ะครับ นอกจากนั้นแล้วด้วยความที่ในเกมมียักษ์ถึง 16 ตน รูปร่างของพวกมันจึงหลากหลาย ไม่ว่าจะตัวที่เดินสองขาเหมือนมนุษย์ ตัวที่เดินสี่ขาและปราดเปรียว ตัวที่เลื้อยไปมาและผลุบโผล่จากพื้นทราย หรือแม้แต่ตัวที่แหวกว่ายลำธาร รับรองได้ว่าอย่างน้อยต้องมีซักตัวที่ทำให้คุณรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างไม่ต้องสงสัย


ไต่ตัวยักษ์.jpg (242 KB)
เทียบกันแล้วตัวเราเสมือนเป็นเห็บหมัดของมันเท่านั้น

มังกรบิน.jpg (128 KB)
บ้างก็โบยบินบนท้องฟ้า ไม่ยอมลงมาให้จัดการง่ายๆ

เกจพลังของตัวเรานั้นมีเพียง 2 อย่างคือเกจพลังชีวิตและเกจพลังปีนป่าย โดยทั้ง 2 อย่างนี้สามารถเพิ่มเติมให้ยาวขึ้นได้เพื่อช่วยให้เราต่อกรกับยักษ์ทั้ง 16 ได้นานขึ้น หากต้องการเพิ่มพลังชีวิตให้ยาวขึ้นก็สามารถทำได้โดยการกินผลไม้ที่อยู่กระจัดกระจายบนต้นไม้ใหญ่ทั่วดินแดนต้องสาป ส่วนพลังปีนป่ายนั้นสามารถเพิ่มได้โดยการกินหางของจิ้งจกหางเงินที่มักซ่อนตัวอยู่ตามแผ่นศิลาอันเป็นจุดพักฟื้นพลังนั่นเอง

เพื่อนร่วมทางของเราอย่างม้าคู่ใจอาโกรนั้นก็มีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับสัตว์จริงๆ ดังนั้นในบางครั้งที่เราเรียกมันหรือบังคับให้มันวิ่งไปทางใดแล้วก็อาจมีบ้างที่มันไม่ยอมฟังคำสั่งของเรา (สิ่งนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สืบทอดไปยังเกม The Last Guardian ด้วย) แต่พฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้เยอะหรือหนักหนาจนรู้สึกว่าทำให้การเล่นนั้นติดขัดแต่อย่างใด

ปัญหาในตอนเล่นที่พบเจอก็มีบ้าง นั่นคือมุมกล้องที่บางครั้งมักจะเหวี่ยงไปมากเกินกว่าที่ตั้งใจหรือกรณีที่เข้ามุมอับ มุมกล้องก็มักจะเข้าจุดที่ทำให้มองสภาพโดยรวมไม่เห็น แต่ด้วยความที่ตัวเกมเน้นการเดินทางและการต่อสู้ในพื้นที่อันกว้างใหญ่เป็นหลัก จึงไม่เป็นปัญหามากนัก


กราฟิก

คงต้องกล่าวว่ากราฟิกนั้นงดงามสมประสิทธิภาพเครื่อง จากเดิมสมัย PlayStation 2 นั้น เกมนี้ก็แสดงผลได้น่าทึ่งแล้วด้วยงานศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์และการออกแบบยักษ์ที่ใหญ่โตมโหฬารจนทำให้ผู้เล่นต้องตะลึงเมื่อพบเจอ พอเป็นภาครีเมคใน PlayStation 4 นี้ก็ยิ่งเพิ่มความละเอียดของโมเดลและแสงเงามากขึ้นไปอีกจนสิ่งที่ดีอยู่แล้วดีกว่าเดิมขึ้นไปหลายเท่า นอกจากนั้นแล้วในภาคนี้ยังมีการใส่ Photo Mode เข้ามาให้เราเลือกหามุมสวยๆ ปรับแต่งภาพ ใส่ฟิลเตอร์ เพื่อเลือกเก็บภาพงามๆ ไว้ดูได้ด้วยเช่นกัน


โฟโต้โหมด 1.jpg (128 KB)
สามารถเลือกฟิลเตอร์ได้หลากหลายตามต้องการ

งานศิลป์และการออกแบบสถาปัตยกรรมในเกมนั้นทำออกมาได้ดีเยี่ยม แสงเงาช่วยสร้างบรรยากาศของดินแดนต้องห้ามที่ไม่มีผู้ใดเคยย่างกรายเข้ามาเป็นเวลานานได้ดี ทุกสถานที่ที่เราไปมักแฝงไว้ด้วยความรู้สึกชวนให้หวาดวิตกเพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรต่อไปข้างหน้า

โฟโต้โหมด 3.jpg (496 KB)
การออกแบบสิ่งก่อสร้างหรือซากปรักหักพังในเกม
ทำให้เราเชื่อได้ว่าเป็นวัตถุโบราณที่มีอายุนับร้อยนับพันปี


เพลงประกอบ

บทเพลงในเกมนี้บรรเลงด้วยวงออเคสตร้า เสียงที่ออกมาจึงไพเราะและยิ่งใหญ่ ในยามที่ต้องสู้กับยักษ์เสียงเพลงจะระรัวเร่งเร้าความตื่นเต้นและตึงเครียดจากการเผชิญหน้า แต่เมื่อคุณล้มมันลงได้บทเพลงจะบรรเลงอย่างเชื่องช้าและเศร้าสร้อยราวกับต้องการไว้อาลัยให้กับชีวิตของพวกมันอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรก็ตามบทเพลงดังกล่าวนี้จะมีการบรรเลงในแค่ไม่กี่ช่วงของเกมเท่านั้น เพราะช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ผู้เล่นใช้ไปในการเดินทางในดินแดนอันไร้ผู้คน ตัวเกมจะไม่มีการบรรเลงบทเพลงใดๆ ให้ได้ยินเลย มีเพียงแต่เสียงฝีเท้าของอาโกรและเสียงของแวนเดอร์เท่านั้น การตัดสินใจเลือกที่จะให้เกม “เงียบ” เป็นส่วนใหญ่เช่นนี้ช่วยชับความรู้สึกเปลี่ยวเหงาและอ้างว้างได้ดีเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว


สรุป

Shadow of the Colossus ในสมัย PlayStation 2 นั้นเป็นผลงานที่เข้าข่ายกับคำว่างานศิลป์อย่างไม่ต้องสงสัย และการรีเมคบน PlayStation 4 นี้ เปรียบเสมือนการฟื้นคืนชีวิตชีวาให้กับงานศิลป์ในอดีตให้คนได้รับชมกันอีกครั้ง หากคุณไม่เคยสัมผัสเกมนี้มาก่อน นี่คือโอกาสอันดีที่คุณจะได้เล่นเกมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม และถ้าคุณเคยเล่นเกมนี้แล้ว นี่ก็เป็นโอกาสที่คุณจะได้เล่น Shadow of the Colossus ในฉบับที่ดีที่สุดและสมบูรณ์ที่สุด เมื่อผนวกกับความที่เกมนี้มีภาษาไทยเต็มรูปแบบ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะปฏิเสธเกมนี้แน่นอนครับ

คะแนน 5 ⁄ 5

Post by [G-jang]
TOP