Wiki review

Ryu Ga Gotoku Kiwami 2 Review


ด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี วิถีแห่งเหล่าบุรุษทระนง


ซีรีส์ริวกะโกโตคุหรือชื่อฝั่งตะวันตกคือยากูซ่านั้น ถือเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ยืนหยัดมาได้จนแตะหลักสิบปีเมื่อไม่นานมานี้ และภาค Kiwami 2 นี้ก็คือภาคล่าสุดที่พัฒนาโดยใช้ Dragon Engine เป็นภาคที่สอง (ภาคแรกที่ใช้เอ็นจิ้นนี้พัฒนาคือ Ryu Ga Gotoku 6) โดยที่เนื้อหาในภาคนี้เป็นการนำเอาภาค 2 ที่เคยวางจำหน่ายบน PlayStation 2  รวมถึงฉบับ HD Remastered บน PlayStation 3 และ WiiU มาทำใหม่ทั้งหมด หากแต่ว่าการนำเอาของเก่ามารีเมคใหม่ในคราวนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหรือแย่ลง? ผมจะขอแจกแจงรายละเอียดจากความรู้สึกของผมให้ได้อ่านกันต่อไป


เนื้อเรื่อง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อเรื่องถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งของซีรีส์ริวกะโกโตคุ ที่เต็มไปด้วยแผนสมคบคิด ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มก้อนองค์กรต่างๆ ในโลกมืด และยังประกอบไปด้วยเรื่องราวชวนซึ้งหรือโศกเศร้ามากมาย ตัวละครแต่ละตัวก็ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ในตัว ชวนให้ผู้เล่นอินไปกับตัวละครได้ไม่ยาก และในหลายฉากก็อาจทำให้ผู้เล่นต้องน้ำตาซึม

ในคราวนี้ก็เช่นเดียวกันที่ซีรีส์นี้ยังคงมาตรฐานเอาไว้ได้ แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเนื้อหาหลักในของเดิมนั้นมีครบรสอยู่แล้ว ทั้งความเข้มข้น จุดหักมุม การทรยศหักหลังรวมถึงไคลแมกซ์สุดท้ายของเรื่องที่พัวพันกับหลายกลุ่มทั้งยากูซ่าญี่ปุ่นหรือมาเฟียเกาหลี ก็ยังคงทำออกมาได้ดีเช่นเคย ในด้านความสัมพันธ์ของคู่พระนางอย่างคิริว คาซึม่า และซายาม่า คาโอรุ ก็ทำออกมาได้เคมีเข้ากันมาก ทั้งคู่สามารถเป็นได้ทั้งคู่หู เป็นคนรัก เป็นเพื่อนที่คอยให้กำลังใจกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนนี้เองที่ยิ่งขับให้การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายกับบอสใหญ่อย่างโกดะ ริวจิ เข้มข้นทวีคูณ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องชื่นชมในแง่ของเนื้อเรื่องที่สุดคงไม่พ้นเนื้อหาเสริมจำนวน 3 บทของมาจิม่า โกโร่ หนึ่งในตัวละครขาประจำของซีรีส์ที่แฟนๆ ให้ความชื่นชอบจนถึงกับได้เป็นตัวเอกในภาค Zero คู่กับตัวเอกขาประจำอย่างคิริว คาซึม่า มาแล้ว ซึ่งหลายคนที่ได้สัมผัสกับภาค Zero จนจบคงจะต้องรู้สึกอบอุ่นหัวใจผสมกับความเหงาเศร้าในความสัมพันธ์ของมาจิม่าและนางเอกประจำภาค Zero อย่างมากิมูระ มาโคโตะ เป็นแน่ แล้วก็แน่นอนว่าทีมสร้างคงรู้ความต้องการของแฟนๆ ดี เนื้อหาเสริมของมาจิม่าในภาคคิวามิ 2 นี้จึงจัดให้ทั้งสองได้พบกันอีกครั้งภายหลังจากที่เวลาในเรื่องผ่านไปถึง 18 ปี ซึ่งบทสรุปความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ทำได้ออกมาซึ้งกินใจและชวนให้เหงาได้ไม่เบาเลยทีเดียว

ถึงอย่างนั้น จุดที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งของการรีเมคในครั้งนี้คือย่านชินเซย์โจว (จำลองมาจากย่านชินเซไก) ถูกตัดออกไปจนหมด ดังนั้นเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับย่านดังกล่าวในฉบับดั้งเดิมจึงโดนโยกย้ายมาดำเนินเรื่องในโซเท็นโบริจนหมด ไม่ทราบว่าเพราะเวลาในการพัฒนามีจำกัดหรืออย่างไร แต่การไม่ได้เห็นย่านดังกล่าวรวมถึงหอคอยซือเท็นคาคุที่พัฒนาโดย Dragon Engine นี้ถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากจริงๆ

ย่านชินเซย์โจว.jpg (299 KB)
ย่านชินเซย์โจวในฉบับดั้งเดิม
จะเห็นว่ามีทั้งหอคอยซือเท็นคาคุและรูปปั้นบิริเคน


เกมเพลย์

รูปแบบและระบบการเล่นโดยหลักนั้นยังคงคล้ายเดิม ซึ่งเราสามารถเดินไปมาในเมืองได้ค่อนข้างอิสระและมักจะเจอเหล่าอันธพาลเข้ามาหาเรื่องบ่อยครั้ง แต่ด้วยความที่ภาคนี้ใช้ Dragon Engine พัฒนาเช่นเดียวกับภาค 6 นี่เอง จึงทำให้การเดินทางในเมืองนั้นลื่นไหลเป็นเนื้อเดียวกัน แทบไม่มีการตัดฉากโหลดให้เห็น การเดินเข้าออกร้านค้าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ที่สำคัญคือการต่อสู้ที่เกิดขึ้นไม่จำกัดเฉพาะแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแล้ว แต่เราสามารถวิ่งเข้าไปสู้ภายในร้านค้าต่างๆ ได้ มิหนำซ้ำบรรดาข้าวของในร้านหรือตามท้องถนนยังสามารถถูกลูกหลงจากการต่อสู้จนแตกหักเสียหายได้มากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้การต่อสู้ดุเดือดมากกว่าที่เคยเป็นมา ส่วนในด้านของฉาก set piece ต่างๆ ตามเนื้อเรื่องนั้นยังคงทำได้เผ็ดร้อนและดุดันไม่เสื่อมคลาย

ภาพรีวิว 7.jpg (248 KB)
ปู่โคมากิ “ถึงท่าจะชื่อหมัดคว่ำพยัคฆ์ก็เหอะ แต่ไอ้โง่ที่ไหนมันจะไปสู้กับเสือมือเปล่าจริงๆ วะ?”
คิริว “อะ...เอ่อ...ผมเอง...”

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ขาดหายไปในภาคนี้ (และภาค 6 ก็เช่นกัน) ก็คือระบบสไตล์ที่หลายคนชื่นชอบจากภาค Zero รวมถึง Kiwami ภาคแรกนั่นเอง รูปแบบการต่อสู้ของคิริวและมาจิม่าเหลือเพียงสไตล์เดียวเท่านั้น สำหรับคิริวจะเป็นสไตล์มังกรส่วนมาจิม่าก็คือสไตล์หมาบ้า ในส่วนของคิริวนั้นยังสามารถที่จะอัพเกรดความสามารถต่างๆ โดยใช้ค่าประสบการณ์จากการต่อสู้ หรือกินอาหาร หรือแม้แต่การเล่นมินิเกมก็ตาม ซึ่งทีมสร้างก็พยายามที่จะชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปโดยการใส่เป็นสกิลให้ใช้งานแทน เช่น การที่คิริวสามารถโยกหลบได้ติดต่อกันสามครั้ง คิริวสามารถยกวัตถุขนาดใหญ่อย่างมอเตอร์ไซค์มาโจมตีได้ในสภาวะอัลติเมตฮีต หรือแม้แต่การชาร์จโจมตีที่มีท่าทางการเหวี่ยงหมัดเหมือนสไตล์ Beast ในภาค Zero และ Kiwami ไม่ผิดเพี้ยน แต่ก็น่าเสียดายที่สำหรับเนื้อเรื่องของมาจิม่านั้นไม่มีการให้อัพเกรดความสามารถเลย อาจเพราะโดยตัวเนื้อหานั้นค่อนข้างสั้นในระดับ DLC หากเทียบกับเกมอื่นๆ นั่นเอง

ภาพรีวิว 9.jpg (267 KB)
ระบบอัพเกรดเป็นแบบเดียวกับภาค 6
ซึ่งสามารถอัพได้ทั้งค่าพลังและสกิลใหม่

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของซีรีส์ก็คือระบบท่าฮีตนั่นเอง อธิบายสั้นๆ ก็คือระบบที่ทำให้เราสามารถใช้ท่าโจมตีอันหนักหน่วงรุนแรงเข้าใส่คู่ต่อสู้ได้ บางท่าก็ทำให้ผู้เล่นอดสงสัยไม่ได้ว่าคิริวไปแค้นเคืองอะไรมาถึงได้เล่นงานซะถึงตายได้ง่ายๆ แบบนั้น แต่บางท่าก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้เล่นได้ไม่ยาก (แต่คนโดนตลกไม่ออกแน่ๆ) ท่าฮีตนั้นเปรียบเสมือนเป็นระบบท่าไม้ตายของเกมต่อสู้หรือเกมอาร์พีจี โดยเราจะสามารถใช้ท่าฮีทได้ก็เมื่อเราเก็บสะสมเกจได้ในระดับหนึ่งและทำตามเงื่อนไขของท่านั้นๆ เช่น จับศัตรูไปใกล้กำแพง หรือท่าที่จะใช้ได้ต่อเมื่อพลังชีวิตของเราเต็ม เป็นต้น

แต่ระบบใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาตั้งแต่ภาค 6 ก็คือระบบอัลติเมตฮีตที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือระบบที่คิริวจะระเบิดพลังออกมาทำให้แทบทุกท่วงท่าการโจมตีเป็นท่าฮีตได้หมด ทั้งยังทำให้พลังโจมตีและพลังป้องกันของคิริวสูงขึ้นจึงเหมาะจะใช้สู้กับบอสมาก ถึงกระนั้น แม้ว่าระบบการต่อสู้จะพัฒนามากกว่าภาค 6 ก็ตาม แต่คงต้องให้เวลาทีมสร้างทำความคุ้นเคยกับ Dragon Engine อีกซักระยะกว่าจะลงตัวเหมือนอย่างระบบสู้ในภาค Zero หรือ Kiwami เพราะหลายอย่างก็ยังคงต้องปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ท่าเหวี่ยงทุ่มที่ถ้าหากเราเหวี่ยงศัตรูไปชนกำแพงเมื่อไหร่ก็จะถือเป็นการแคนเซิลท่าทุ่มไปทันทีโดยที่ศัตรูไม่ได้รับบาดเจ็บด้วยซ้ำ นอกจากนั้นแล้วแม้ว่าตัวเกมในภาคนี้จะมีเฟรมเรตที่ 30 แบบเสถียรก็ตาม แต่ถ้าใครที่ได้เล่นภาค Zero หรือ Kiwami แล้วก็อาจต้องใช้เวลาปรับตัวจากการต่อสู้ที่ลื่นไหลในระดับ 60 เฟรมบ้างเหมือนกัน

สำหรับใน Kiwami 2 นี้ มีท่าฮีตประเภทหนึ่งที่เหมือนกับเกมต้นฉบับ นั่นคือเมื่อเราทำการช่วยเหลือผู้คนตามจุดต่างๆ ในเมืองแล้ว พวกเขาจะตอบแทนเราโดยการโยนสิ่งของให้เราใช้เป็นอาวุธหากว่าเราไปสู้ใกล้ๆ กับพวกเขาเหล่านั้น และโดยมากท่าฮีตเหล่านี้มักจะออกแนวตลกขำขันซะด้วย

ภาพรีวิว 1.jpg (285 KB)
แม้โดนเตะอัดหลังหัวกระแทกกำแพงแบบนี้
เขาก็เพียงแค่สลบไปแต่ไม่ตาย

ภาพรีวิว 13.jpg (248 KB)
ไม่รู้ว่าระหว่างการโดนเตะเข้าหลังหัวกระแทกกำแพง
กับโดนไม้ปั๊มส้วมที่เพิ่งผ่านการใช้งานมาแนบหน้าแบบนี้อะไรมันเลวร้ายกว่ากัน

สิ่งที่ขาดหายไปในภาค 6 และถูกนำกลับมาใน Kiwami 2 ก็มีมากมายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบอาวุธที่เราสามารถหาซื้อรวมถึงพกพาติดตัวเอาไว้ได้เหมือนเคยแล้ว แน่นอนว่าบรรดาอาวุธพิเศษหรือพิสดารต่างๆ นั้นก็มีให้เลือกใช้มากมาย บ้างก็สามารถซื้อได้ตามร้านค้า บ้างก็ต้องทำเงื่อนไขถึงจะได้มา

ภาพรีวิว 5.jpg (408 KB)
หากจะมีเรื่องกับใครอย่าลืมพกร็อคเก็ตลอนเชอร์ติดตัวไว้ให้อุ่นใจ

มินิเกมการพนันต่างๆ ก็มีกลับมาให้เล่นแล้วเช่นกัน แม้ว่าจะยังไม่ครบถ้วนก็ตาม เพราะมินิเกมการพนันสากลในภาคนี้มีแค่สองอย่างนั่นคือ Texas Hold′em Poker และ Blackjack เท่านั้น ส่วนมินิเกมการพนันแบบญี่ปุ่นก็มีแค่สองอย่างเช่นกันนั่นคือโค่ยโค่ย (เกมไพ่ญี่ปุ่น) และโออิโจคาบุ (เกมไพ่ที่กฎคล้ายป๊อกเก้าบ้านเรา) ส่วนมินิเกมขาประจำอื่นๆ อย่างไพ่นกกระจอกหรือหมากรุกญี่ปุ่นก็ยังคงอยู่เช่นเคย แถมยังมีมินิเกมใหม่ๆ อย่างทอยเลทส์ที่ให้เราเข้าไปเล่นในห้องน้ำ หรือมินิเกมกราเวียที่ให้เราได้ถ่ายภาพนางแบบโดยต้องเลือกตอบคำถามให้ถูกต้องเพื่อปลดล็อคชุดต่างๆ ให้ได้ชมกันรวมถึงปลดล็อควิดีโอด้วย ซึ่งนางแบบที่มีให้เราได้ชมกันมี 2 คนคือ อาโอยาม่า ฮิคารุ และฮาชิโมโตะ รินะ

ภาพรีวิว 11.jpg (201 KB)
โพสท่าสวยๆ นะครับ แบบนั้นแหละครับเยี่ยมมาก แฮ่กๆๆ

ภาพรีวิว 12.jpg (258 KB)
อย่าให้ปัสสาวะของคุณเสียเปล่า
จงปลดปล่อยมันไปกับเกมแล้วถอดชุดของสาวให้ได้สิ!

แต่สำหรับขาบู๊ก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะในภาคนี้ลานประลองใต้ดินที่ไม่มีให้เล่นในภาค 6 นั้นกลับมาอีกครั้งแล้ว ซึ่งความพิเศษในคราวนี้ก็คือการประลองแบบ Battle Royale ที่นักสู้จะลงสนามพร้อมกันทีเดียว 8 คน ทำให้การต่อสู้เป็นไปอย่างโกลาหลและดุเดือดยิ่งกว่าที่เคยเลยทีเดียว

ภาพรีวิว 14.jpg (214 KB)
เมื่อจับนักสู้ 8 คนมาลงสังเวียนพร้อมกัน ความมั่วมันส์จึงบังเกิด
ทั้งบอสลับ บอสประจำสังเวียน พวกฝีมือฉกาจซัดกันให้นัวไปหมด

นอกเหนือจากคอนเทนต์ที่คุ้นเคยกันดีแล้ว ในภาคนี้ยังได้นำเอา Clan Creator จากภาค 6 กลับมาอีกครั้ง คราวนี้คิริวจะได้รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่บริษัทก่อสร้างมาจิม่าเพื่อต่อกรกับบริษัทคู่แข่งที่ต้องการแย่งชิงสิทธิในการก่อสร้างคามุโร่โจฮิลส์ไปเป็นของตนเอง (บรรดาผู้บริหารฝั่งตรงข้ามล้วนแล้วแต่ใช้รูปร่างหน้าตาของนักมวยปล้ำชื่อดังจาก New Japan Pro Wrestling ทั้งสิ้น)

โหมดนี้จะมีรูปแบบการเล่นที่ต่างไปจากปกติเพราะเราจะได้เล่นเกมในลักษณะของเกมแนว real time strategy แทน โดยเราจะต้องจัดทัพคนของเราที่จะลงไปต่อกรกับศัตรูจำนวนมากในฉาก ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความสามารถแตกต่างกันไป บางคนเมื่อใช้สกิลแล้วจะทำให้พลังโจมตีเพิ่มขึ้น บางคนเมื่อใช้สกิลจะทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้น หรือบางคนก็จะช่วยฟื้นฟูพลังให้แก่ฝ่ายเรา เป็นต้น แน่นอนว่าจำนวนคนที่เราจะจัดลงทัพได้ก็มีมากมาย แต่สำหรับพวกระดับสูงนั้นอาจต้องทำเงื่อนไขเสียก่อนจึงจะได้มาใช้งาน นอกจากนั้นแล้วยังสามารถอัพเกรดความสามารถถาวรให้แต่ละคนได้ก่อนลงฉากสู้ และในระหว่างสู้ก็ยังสามารถอัพเกรดความสามารถชั่วคราวในฉากนั้นได้ด้วย หากใครที่ไล่บี้อันธพาลตามท้องถนนจนเอียนและอยากเปลี่ยนบรรยากาศ โหมดนี้คือคำตอบแน่นอน

ภาพรีวิว 8.jpg (373 KB)
ฝั่งเรามี 9 คน ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามจะมีถึงหลักร้อยหรือหลักพันในฉากหลังๆ

อีกโหมดหนึ่งที่หลายคนคงคุ้นเคยกันดีจากภาค Zero ก็คือการบริหารไนต์คลับนั่นเอง ในภาค Zero นั้นผู้ที่รับหน้าที่บริหารร้านซันไชน์ให้โด่งดังและเอาชนะร้านคู่แข่งมาได้ก็คือมาจิม่า แต่ในคราวนี้จะเป็นทีของคิริวที่จะได้เป็นผู้รับหน้าที่ผู้จัดการของคลับบ้างแล้ว ซึ่งคิริวนั้นได้บังเอิญไปเจอกับยูคิที่ในภาคนี้เป็นเจ้าของร้าน Four Shine และเธอก็กำลังประสบปัญหาที่บรรดาพนักงานและลูกค้านั้นโดนร้านของคู่แข่งแย่งตัวไปจนหมด จึงเป็นหน้าที่ของคิริวที่จะเข้ามาพลิกฟื้นร้านของเธอให้กลับมาโด่งดังให้ได้

สำหรับวิธีการเล่นของโหมดนี้แทบจะเรียกได้ว่ายกยอดมาจากภาค Zero ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสาวๆ ให้ตรงกับรสนิยมของลูกค้า การตีความภาษามือให้ถูกต้อง รวมถึงการสะสมเกจเพื่อใช้ Fever Time ที่เปรียบเสมือนการเปิดแชมเปญเลี้ยงทั้งร้านให้ลูกค้าเปรมปรีดิ์ไปพร้อมๆ กัน และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบรรดาสาวๆ จากร้านคู่แข่งแต่ละคนก็นำเอารูปร่างหน้าตามาจากนักแสดงหนังผู้ใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น อาสึกะ คิราร่า‚ ไอกะ‚ ทาคาฮาชิ โชวโกะ‚ โมโมโนงิ คานะ รวมถึงมิคามิ ยูอะ แน่นอนว่าเมื่อเราบริหารร้านจนเอาชนะพวกเธอได้ พวกเธอก็จะมาทำงานในร้าน Four Shine ที่เราดูแล ซึ่งเราสามารถปรับแต่งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของพวกเธอได้เพื่อเพิ่มค่าพลังในด้านต่างๆ และหากใครที่ทำงานมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งได้ค่าประสบการณ์ซึ่งจะทำให้เลเวลอัพและค่าพลังก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก หากใครที่อยากพักจากการไล่กระแทกปากอันธพาล ลองเปลี่ยนมาเล่นอะไรสวยๆ งามๆ แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน นอกจากนั้นแล้วโหมดนี้ยังถือเป็นแหล่งทำเงินชั้นดีของเราอีกด้วย

ภาพรีวิว 10.jpg (424 KB)
ฉากหลังๆ เราสามารถทำเงินได้เป็นสิบล้านเยนต่อรอบทีเดียว
แต่ลูกค้าเปย์หนักกันขนาดนี้ ก็ยังได้แต่มองแต่ไม่ได้สัมผัสนะจ๊ะ

สุดท้ายสำหรับขาบู๊ที่อยากทดสอบความสามารถในการต่อสู้ของตนเอง ในภาคนี้ได้มีการใส่โหมดพิเศษที่เรียกว่าภารกิจ Yojimbo เข้ามาให้ด้วย ซึ่งรูปแบบจะเป็นการที่ให้เราไล่กำจัดศัตรูในฉากต่างๆ รวมถึงเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป บางฉากเราอาจได้เจอศัตรูที่ใช้ทอนฟา บางฉากอาจเจอศัตรูที่ใช้พลองคู่ เป็นต้น และหากเราเคลียร์ภารกิจพวกนี้ได้ก็จะได้รางวัลตอบแทนเป็นอาวุธหรือเครื่องป้องกันระดับสูงนั่นเอง

ภาพรีวิว 16 แก้ไข.jpg (221 KB)
คุณพี่คนนี้ที่หน้าเหมือนอุมิโบซึใน City Hunter จะเป็นคนมอบภารกิจให้เรา
แต่ถ้าใครเล่นภาค 6 มาอาจจะจำแกได้อยู่แล้ว


กราฟิก

ด้วยความที่ภาคนี้ใช้ Dragon Engine ในการพัฒนา คุณภาพของกราฟิกจึงให้รายละเอียดที่สวยงามกว่าภาค Zero และ Kiwami พอสมควร การเดินในเมืองไม่ว่าจะในช่วงกลางวันที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาหรือกลางคืนที่ละลานตาไปด้วยแสงไฟนีออนก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าความละเอียดของภาพที่แสดงผลออกมานั้นได้เพียงแค่ 900P ดังนั้นจึงทำให้เวลาเล่นภาพจะไม่เต็มจอและกลายเป็นว่ามีกรอบดำล้อมรอบภาพแทน เชื่อว่าภาคต่อไปที่ใช้ Dragon Engine พัฒนานั้นทีมงานน่าจะสามารถใช้งานเอ็นจิ้นตัวนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

ภาพรีวิว 2.jpg (493 KB)
ย่านโซเท็นโบริในตอนกลางวัน

ภาพรีวิว 4.jpg (446 KB)
ย่านคามุโร่โจในตอนกลางคืน

สิ่งที่ทำให้รู้สึกอินและเสมือนได้เดินในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของญี่ปุ่นจริงๆ คงไม่พ้นการที่มีร้านค้าซึ่งมีอยู่จริงมาปรากฏอยู่ในเกมมากมายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านดองกีโฮเต้ทั้งในย่านโซเท็นโบริ (จำลองมาจากโดทงโบริ) และย่านคามุโร่โจ (จำลองมาจากคาบุกิโจ) หรือร้านอื่นๆ เช่น กินดาโกะเอย โอซาก้าโอโชเอย เป็นต้น แม้กระทั่งบางร้านที่ไม่มีให้เข้าไปนั่งทานอาหารในเกมแต่เราก็สามารถพบเห็นป้ายโฆษณาได้ในเกม เช่น ร้านเปปเปอร์ลันช์ หรือแม้แต่ป้ายโฆษณา M–150 เองก็ยังมีเช่นกัน เรียกได้ว่าหากใครที่เคยไปเยือนสถานที่จริงอย่างโดทงโบริและคาบุกิโจมาแล้ว ถ้าได้เล่นภาคนี้ก็จะยิ่งอินแน่นอน

ภาพรีวิว 3.jpg (402 KB)
ดองกีโฮเต้หรือดองกี้
ร้านขายสารพัดสิ่งที่คนนิยมไปซื้อของฝากกัน

ภาพรีวิว 15.jpg (406 KB)
ภายในร้านดองกี้ในเกมก็มีป้ายภาษาไทยด้วยนะ

ภาพรีวิว 6.jpg (292 KB)
ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย


สรุป

Ryu Ga Gotoku Kiwami 2 ยังคงเป็นเกมในซีรีส์ที่มีคุณภาพสูงเกมหนึ่ง แม้ว่าจะมีหลายอย่างที่ขาดหายตกหล่นและยังต้องปรับปรุงบ้าง แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาก็ถือว่ามีคุณภาพไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเนื้อเรื่องเสริมของมาจิม่าที่แม้ว่าจะไม่มีให้เล่นยาวนักแต่ก็ซึ้งกินใจเป็นอย่างดี หากคุณไม่เคยเล่นภาค 2 มาก่อนนี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสภาคที่ดีที่สุดภาคหนึ่ง และถ้าคุณเคยเล่นฉบับดั้งเดิมมาแล้วก็สามารถเล่นภาคนี้ได้เช่นกัน เพราะสิ่งต่างๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาเปรียบเสมือนให้คุณได้เล่นภาคใหม่อีกภาคหนึ่งเลยทีเดียว

คะแนน 4.5 ⁄ 5

Post by [G-jang]
TOP