Wiki article



Half-Life 2 Episode 3 นั้นถือเป็นอีกเกมหนึ่งที่มีคนรอคอยมานานแสนนานเพราะนับแต่ที่ Half-Life 2 Episode 2 วางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2007 นี่ก็ใกล้จะครบสิบปีเต็มในไม่ช้า แต่ทว่า Valve ผู้เป็นเจ้าของ IP ก็ไม่มีทีท่าว่าจะทำภาคต่อเสียที มิหนำซ้ำ Marc Laidlaw ผู้เป็นมือเขียนบทหลักของซีรีส์ก็ได้ลาออกจาก Valve ไปแล้วเรียบร้อยเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา

ถึงอย่างนั้น เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2017 นี่เอง ที่ Laidlaw ได้เขียนบนเว็บไซต์ส่วนตัวในชื่อว่า Epistle 3 โดยงานเขียนดังกล่าวเล่าเรื่องราวในแบบของจดหมายส่วนตัวของ Gertie Fremont ที่ออกเดินทางร่วมกับ Alex Vaunt นั่นเอง ซึ่งแฟนๆ ของ Half-Life ที่ได้อ่านก็รู้ทันทีว่านี่คงเป็นเนื้อหาของเกมใน Episode 3 แน่นอน เพียงแต่เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา Laidlaw จึงทำการเปลี่ยนชื่อตัวละครและสลับเพศกันให้หมดเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

สำหรับเนื้อหาของจดหมายนั้นมีดังต่อไปนี้ (เราได้ทำการแก้ไขชื่อตัวละครให้ตรงตามในเกมหมดแล้ว)


ผมหวังว่าจดหมายฉบับนี้จะไปถึงพวกคุณนะ ผมนึกถึงเสียงบ่นของพวกคุณออกเลย “Gordon Freeman เราไม่ได้ข่าวคราวคุณมาหลายปีเลยนะ!” ก็นะ ถ้าพวกคุณอยากฟังคำแก้ตัวจากผม ผมมีคำแก้ตัวเยอะเลย แต่คำแก้ตัวที่เข้าท่าที่สุดก็คงเป็นว่าเพราะผมหลงไปอยู่ในมิติอื่นมาก็เลยหาทางติดต่อพวกคุณไม่ได้น่ะ มันเป็นแบบนี้มาตลอดเวลาจนกระทั่งเมื่อ 18 เดือนก่อน ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจนผมโดนส่งกลับมาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมก็มีคิดเป็นครั้งคราวว่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปีนั้นยังไงที่ผมเงียบหายไปเลย ก่อนอื่นเลยผมต้องขอโทษที่ให้รอกันซะนาน และจะขออธิบายดังนี้ (แม้ว่าจะเป็นคำอธิบายที่สั้น กระชับและแทบไม่ลงรายละเอียดก็ตาม) เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกมภาคล่าสุดของผม (จากนี้ไปจะขอเรียกถึงว่า Episode 2 นะ)

เริ่มแรกเลย พวกคุณอาจจะจำกันได้จากเหตุการณ์ปิดท้ายในคราวก่อน การที่ Eli Vance มาตายไปทำให้พวกเราขวัญเสียกันหมด บรรดากองกำลังต่อต้านทุกคนล้วนแต่เจ็บปวดและไม่แน่ใจว่าแผนการที่วางไว้จะเสียหายแค่ไหน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะทำตามแผนดีหรือไม่ แต่แล้วเมื่อเราฝังศพ Eli เรียบร้อย เราก็รวบรวมกำลังและความกล้าของพวกเรากลับมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นเพราะความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของลูกสาวผู้กล้าหาญของเขาอย่าง Alyx Vance นี่เองที่กระตุ้นให้เราเดินหน้าต่ออย่างที่พ่อเธอปรารถนา เราทราบตำแหน่งในแถบขั้วโลกใต้ที่ส่งข้อมูลมาโดยผู้ช่วยของ Eli อย่าง Dr.Judith Mossman และตำแหน่งนั้นเราเชื่อกันว่าเป็นจุดที่ตั้งของ Borealis ที่สาบสูญไปเป็นเวลานาน แม้ว่า Eli จะเชื่อว่า Borealis ควรจะถูกทำลายแทนที่จะปล่อยให้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของพวก Combine ก็ตาม แต่คนอื่นๆ ในทีมของเราไม่เห็นเช่นนั้นเพราะพวกเขาเชื่อว่า Borealis อาจจะกุมความลับที่จะทำให้การปฏิวัติประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงดังกล่าวนั้นยุติเป็นการชั่วคราวจนกระทั่งเราพบกับยานลำนั้น ดังนั้นหลังจากที่ทำพิธีศพของ Dr.Vance เรียบร้อย ทั้ง Alyx และผมจึงขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าไปยังขั้วโลกใต้ทันที ส่วนทีมสนับสนุนขนาดใหญ่ที่ส่วนมากเป็นกองกำลังทหารจะตามเราไปในภายหลัง

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าอะไรที่ทำให้เครื่องบินของเราตก แถมระยะเวลาหลังจากนั้นอีกหลายชั่วโมงที่พวกผมต้องเดินทางผ่านภูมิประเทศเยือกแข็งก็เลือนลางเต็มทน ผมจำได้ไม่มากนัก แต่สิ่งที่ผมจำได้ชัดเจนก็ในตอนที่เราไปถึงจุดหมายที่ Dr.Mossman บอกเอาไว้ว่าเราจะพบกับ Borealis ได้นั่นแหละ แต่สิ่งที่เราพบกลับเป็นสถาปัตยกรรมที่มีโครงสร้างอันซับซ้อนแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีของพวก Combine อันชั่วร้ายแทน มันครอบคลุมพื้นที่แดนน้ำแข็งขนาดใหญ่ ส่วน Borealis นั้นกลับไม่ปรากฏแม้แต่เงา...ในตอนแรกน่ะนะ ทว่าในตอนที่เราแทรกซึมฐานของพวก Combine นั้น เราก็รู้สึกสภาวะออโรร่าที่ปรากฏขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดและสม่ำเสม ราวกับเป็นโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่โดนเปิดและปิด ปรากฏการณ์พิสดารนี้เดิมทีเหมือนจะเป็นผลมาจากระบบเลนส์ขนาดยักษ์ของพวก Combine แต่ในไม่ช้า Alyx กับผมก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นก็คือ Borealis เองนั่นแหละ ที่มันปรากฏให้เห็นและหายไปตามการใช้งานเครื่องจักรของพวก Combine เอง เจ้าพวกต่างดาวนั่นมันตั้งฐานขึ้นมาก็เพื่อศึกษาและยึดครองยานลำนั้นเอาไว้เองในทันทีที่ยานปรากฏตัวออกมา และสิ่งที่ Dr.Mossman ให้ข้อมูลมานั้นไม่ใช่ตำแหน่งของยาน หากแต่เป็นเวลาที่ยานจะปรากฏต่างหาก ตัวยานนั้นผันแปรเดี๋ยวมาเดี๋ยวหายในความเป็นจริง แม้ว่าแรงสั่นไหวของมันจะคงที่ แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันว่ามันจะปรากฏและคงสภาพได้นาน หรือจะปรากฏเต็มตัวหรือไม่ด้วยซ้ำ เราจึงตัดสินใจว่าเราต้องประจำตำแหน่งเพื่อขึ้นยานในทันทีที่ลักษณะกายภาพของมันโผล่มาให้เห็น

จนถึงจุดนี้เราโดนควบคุมตัวเอาไว้ชั่วระยะหนึ่ง แต่ไม่ใช่จากพวก Combine อย่างที่เรากลัวหรอกนะ แต่โดยลูกสมุนของศัตรูเก่าเรา Wallace Breen จอมตีสองหน้าต่างหาก ซึ่ง Dr.Breen นั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นในครั้งล่าสุด หรือก็คือยังไม่ตายนั่นแหละ ก่อนหน้านี้พวก Combine ได้ทำการเก็บบันทึกจิตสำนึกของเขาก่อนตายเอาไว้ และเมื่อตอนที่เขาตายลงไป พวกนั้นก็ทำการพิมพ์จิตสำนึกที่เก็บเอาไว้ลงไปในร่างเนื้อที่เหมือนดักแด้ขนาดยักษ์ ซึ่งเจ้าดักแด้ Breen นี่ แม้ว่ามันจะมีสถานะและอำนาจที่ค่อนข้างอยู่ในตำแหน่งสูงของพวก Combine ก็ตามที มันก็ดูจะเป็นกังวลและหวาดตัวเมื่อได้เห็นผมน่ะนะ เพราะมันไม่รู้ว่า Dr.Breen คนดั้งเดิมตายได้ยังไง มันรู้แค่ว่าตายเพราะฝีมือผมนี่ล่ะ มันเลยพยายามเข้าหาเราอย่างระแวดระวัง และในไม่ช้ามันก็สารภาพออกมา (เพราะมันก็อยู่เงียบๆ ได้ไม่นานอยู่แล้ว) ว่าตัวมันเองก็เป็นนักโทษของพวก Combine เหมือนกัน มันเองก็ไม่ได้ยินดีกับร่างกายอันแสนจะน่าขยะแขยงอย่างที่เป็นในปัจจุบัน และได้ร้องขอให้เราทำการจบชีวิตของมันซะ ถึงแม้ว่า Alyx จะคิดว่าการให้ Wallace Breen ตายเร็วนั้นมันสบายเกินไป แต่สำหรับผมแล้วผมกลับรู้สึกเวทนาและเห็นใจ ดังนั้นในตอนที่ Alyx ไม่ได้สังเกต ผมจึงได้ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ Breen ถึงความตายเร็วขึ้นก่อนที่เราจะมุ่งหน้าต่อไป

ไม่ไกลจากจุดที่เราโดน Dr.Breen ควบคุมตัวเอาไว้ เราก็ได้พบกับ Judith Mossman ที่โดนขังอยู่ในห้องสอบสวนของ Combine แต่สถานการณ์ระหว่าง Judith และ Alyx นั้นตึงเครียดอย่างที่คาด เพราะ Alyx กล่าวโทษ Judith ว่าเป็นต้นเหตุให้พ่อเธอตาย...ซึ่งข่าวร้ายนี้ ก็ทำให้ Judith โศกเศร้าเอาการ แต่ Judith พยายามโน้มน้าว Alyx ว่าแท้จริงเธอเล่นบทสายลับสองหน้าเพื่อช่วยกองกำลังต่อต้านมาตลอด เธอทำตามสิ่งที่ Eli สั่งมา ถึงแม้ว่าจะเสี่ยงกับการที่โดนพวกเราทุกคนมองว่าเป็นคนทรยศก็ตาม ผมเชื่อเธอแต่ Alyx ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ หากแต่มองจากสถานการณ์แล้วยังไงเราก็ต้องพึ่งพา Dr.Mossman อยู่ดี เพราะนอกจากตำแหน่งที่ตั้งของ Borealis แล้ว เธอยังรู้ช่วงคลื่นที่จำเป็นสำหรับการทำให้ยานปรากฏขึ้นมาในทางกายภาพของโลกเราด้วย

เราบุกฝ่าทหาร Combine ที่คุ้มกันสถานวิจัย จากนั้น Dr.Mossman ก็ทำการปรับแต่งช่วงคลื่นของ Borealis ให้ตรงกับความถี่ที่จะดึงมันให้ปรากฏขึ้นมาระยะเวลาสั้นๆ ได้ ในช่วงเวลาอันสั้นนั้น พวกเราต่างรีบกระโจนขึ้นยานกันโดยเร็วพร้อมกับทหาร Combine มหาศาลที่ไล่กวดมา ตัวยานปรากฏขึ้นมาสั้นมากก่อนที่จะเกิดการผันแปรตามเดิม แต่สำหรับกำลังสนับสนุนของเรานั้นพวกเขามาช้าเกินไป พวกเขามาถึงแล้วเปิดฉากต่อสู้กับพวก Combine ทันทีในขณะที่พวกเราเดินทางไปมาระหว่างจักรวาลโดยไม่มีอะไรมาผูกมัดได้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนั้นยิ่งอธิบายได้ยากกว่าเดิมอีก เพราะ Alyx Vance‚ Dr.Mossman และตัวผมเองพยายามหาทางควบคุมยาน เราพยายามหาแหล่งพลังงาน ห้องควบคุม และจุดชี้ทางของยาน ประวัติศาสตร์ของยานลำนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย เมื่อหลายปีก่อนช่วงที่พวก Combine มารุกราน สมาชิกหลายคนของทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในยานลำนี้ซึ่งจอดสนิทที่ Aperture Science Enrichment Center ที่ทะเลสาบ Huron นั้นได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Bootstrap Device ขึ้นมา ถ้ามันใช้งานได้อย่างที่คาดมันจะทำการส่งสนามพลังขนาดใหญ่ออกมาปกคลุมยานเอาไว้ และสนามพลังดังกล่าวจะเคลื่อนตัวไปยังจุดที่ต้องการไปทันทีโดยไม่ต้องผ่านระยะทางระหว่างนั้น ไม่จำเป็นต้องมีประตูทางเข้าหรือทางออกด้วยซ้ำ หรือไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่นเลย มีเพียงตัวมันเองก็พอ แต่น่าเสียดายที่อุปกรณ์นี้ไม่เคยได้รับการทดสอบมาก่อน เพราะพวก Combine รุกรานโลกจนเกิดเหตุการณ์ Seven Hour War เสียก่อน จากนั้นพวกต่างดาวก็เข้ายึดครองศูนย์วิจัยสำคัญของเราเอาไว้จนหมดสิ้น ส่วนเจ้าหน้าที่ของ Borealis ที่ไม่หวังสิ่งใดนอกจากป้องกันไม่ให้ยานตกไปอยู่ในมือของ Combine นั้นจึงลงมือในสภาวะจนตรอก พวกเขาเปิดสนามพลังจากนั้นก็ส่งยาน Borealis ไปยังสถานที่ห่างไกลที่สุดที่พวกนั้นจะตามได้ ซึ่งก็คือขั้วโลกใต้นั่นเอง แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือตัว Bootstrap Device นั้นนอกจากเดินทางไปในอวกาศแล้วมันยังเดินทางไปในกาลเวลาด้วย และมันไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เวลาใดเวลาหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ในตอนที่เปิดระบบนั้น ยาน Borealis ได้ไปปรากฏข้ามผ่านกาลอวกาศ อยู่ระหว่างทะเลสาบ Michigan ที่หลายคนแทบจะลืมไปแล้วในช่วงเวลาของ Seven Hour War และเวลาปัจจุบันนี้ในขั้วโลกใต้ ยานโดนดึงรั้งประหนึ่งเป็นหนังยางที่สั่นไหว เว้นแต่ชั่วระยะเวลาหนึ่งที่มันจะหาจุดคงตัวได้ประหนึ่งจุดประสานเสียงของสายกีตาร์ที่สั่นไหว และจุดประสานจุดหนึ่งนี่เองที่พวกเรากระโจนขึ้นยานกันมาแต่แล้วสายก็เด้งไปมาอีกครั้ง ทั้งในกาลเวลาและในอวกาศ และพวกเราเองก็โดนดึงจากรอบทิศทางเช่นกัน

แม้กระทั่งเวลาเองก็เริ่มสับสน เพราะเมื่อเรามองจากสะพานเดินเรือ เราเห็นโรงเก็บยานของ Aperture Science ในช่วงเวลาที่ทำการเคลื่อนย้ายมิติพร้อมกับที่เห็นกองทัพ Combine บุกมาจากทั้งภาคพื้นดิน ภาคทะเลและภาคอากาศ และในขณะเดียวกันเราก็เห็นดินแดนรกร้างของขั้วโลกใต้ที่มิตรสหายของเรากำลังต่อสู้เพื่อมุ่งหน้ามายัง Borealis นี้ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังเห็นโลกอื่นอีก อาจเป็นที่ไหนสักที่ในอนาคตหรือแม้แต่ในอดีตก็เป็นได้ ซึ่ง Alyx ก็เริ่มเชื่อว่าสิ่งที่เราเห็นคือพื้นที่เตรียมการของพวก Combine ในอันที่จะรุกรานโลกอื่น เหมือนเช่นโลกของเรา ส่วนพวกเราเองก็ต่อสู้เอาตัวรอดภายในยานเพราะมีพวก Combine ที่ตามมา เราต่างพยายามเข้าใจสถานการณ์ของเราและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป เราควรเปลี่ยนเส้นทางของ Borealis รึเปล่า? หรือเราควรจอดยานที่ขั้วโลกใต้ให้มิตรสหายของเราได้ศึกษา? หรือเราควรทำลายยานนี้ให้สิ้นซากรวมถึงพวกเราเองด้วย? ยากมากที่เราจะคิดอะไรได้ภายใต้วังวนของเวลาที่ขัดแย้งและสับสนอย่างนี้ และวังวนเวลาเหล่านั้นผ่านเข้ามาในยานประหนึ่งเป็นฟองสบู่ ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า ซึ่งเราทุกคนก็คิดแบบนั้น เพราะเราต่างเผชิญหน้ากับตัวเองในหลากหลายรูปแบบ ภายในยานที่ครึ่งหนึ่งเป็นยานร้าง อีกครึ่งเหมือนเป็นบ้านผีสิง

แต่สุดท้ายแล้วเราต้องตัดสินใจเลือกกัน โดย Judith Mossman แย้งว่าเราควรรักษา Borealis ไว้และส่งให้แก่กองกำลังต่อต้าน ให้สมาชิกที่ทรงภูมิปัญญาทั้งหลายได้ศึกษาและใช้ประโยชน์จากมัน แต่ Alyx ก็ย้ำว่าเธอได้สาบานเอาไว้ว่าจะทำตามคำสั่งเสียของพ่อให้ทำลายยาน เธอจึงวางแผนที่จะให้ยาน Borealis ทำลายตัวเองไปเสียพร้อมกับที่ขับยานเข้าสู่ใจกลางของกองกำลัง Combine เลย ทั้ง Judith และ Alyx ต่างโต้เถียงกัน ซึ่ง Judith สามารถเอาชนะ Alyx ได้ก่อนจะทำการเตรียมหยุด Bootstrap Device เพื่อจอด Borealis บนพื้นผิวน้ำแข็ง จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงปืนก่อนที่ร่างของ Judith จะล้มลง นั่นเพราะ Alyx ได้ทำการตัดสินใจแทนเราทุกคน หรือปืนของเธอตัดสินใจแทนจะตรงกว่า เมื่อ Dr.Mossman ตายแล้ว เราจึงเดินหน้าทำภารกิจฆ่าตัวตายต่อไป Alyx และผมได้ทำการเตรียมอาวุธของ Borealis เอาไว้อย่างหดหู่ เราสร้างมิสไซล์ที่สามารถเดินทางข้ามกาลเวลาขึ้นมาได้และบังคับมันให้พุ่งเข้าสู่ใจกลางศูนย์บัญชาการของพวก Combine ทันที

มาจนถึงจุดนี้ คุณคงไม่แปลกใจที่จะได้รู้ว่ารูปลักษณ์อันชั่วร้ายผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นมาในสภาพของชายผู้มากเล่ห์ G-Man นั่นเอง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มาปรากฏตัวต่อหน้าผม หากแต่ไปปรากฏตัวต่อหน้า Alyx Vance แทน แม้ว่า Alyx จะไม่ได้พบชายลึกลับผู้นี้มาแต่เด็กแล้วก็ตาม แต่เธอจำเขาได้ทันที “มากับฉันซะ เรามีที่ที่ต้องไปและมีเรื่องที่ต้องทำ” G-Man กล่าวเช่นนั้น และ Alyx ก็ยินยอม เธอตามชายผู้นั้นออกไปจาก Borealis ไปจากโลกของเรา แต่สำหรับผมไม่มีทางออกไหนมาช่วยเลย มีเพียงการแสยะยิ้มและชายตามองเท่านั้น ผมอยู่ลำพังและขับยานเข้าสู่ใจกลางของโลกแห่ง Combine ในตอนนั้นแสงจ้าก็อุบัติขึ้น ผมได้เห็นทรงกลมไดสัน (Dyson Sphere) ที่ส่องประกายระยิบระยับงดงาม ได้เห็นพลังอำนาจของ Combine ที่มากล้นมหาศาล และได้เห็นความสูญเปล่าในการดิ้นรนของพวกเราปรากฏขึ้นมาในห้วงสำนึกชั่วพริบตา ผมเห็นทุกอย่าง แต่หลักๆเลยคือผมเห็นยาน Borealis อันเป็นอาวุธทรงอานุภาพที่สุดของเราเป็นได้แค่เพียงหัวไม้ขีดกระจ้อยร่อยที่จะทำลายตัวเองลงไป ส่วนตัวผมเองก็จะยิ่งกระจ้อยร่อยกว่านั้นอีก

และในตอนนั้นเอง อย่างที่หลายคนคงพอจะคาดเดาได้ พวก Vortiguant ได้ทำการโผล่ออกมาจากมิติและช่วยดึงผมหนีออกมาได้ แม้แต่ได้เห็นยานระเบิดผมยังไม่ได้เห็นด้วยซ้ำ

และเราก็มาถึงจุดนี้กัน จุดที่ผมเล่าเรื่องราวในตอนที่ผมกลับมายังฝั่งนี้ มันเป็นเส้นทางอันคดเคี้ยวเพื่อกลับมายังดินแดนที่ครั้งหนึ่งผมเคยรู้จักและก็ประหลาดใจที่ได้เห็นว่ามันเปลี่ยนไปมากแค่ไหน กาลเวลาผ่านไปมากพอที่เหลือเพียงไม่กี่คนยังจำผมได้ หรือจำในสิ่งที่ผมเคยพูดเอาไว้เมื่อครั้งสุดท้ายได้ หรือแม้แต่สิ่งที่เราหวังจะทำให้สำเร็จ มาถึงตรงนี้กองกำลังต่อต้านอาจจะล้มเหลวหรือได้ชัยชนะ แต่มันก็ไม่ใช่เพราะผม เพื่อนเก่าของผมหลายคนปิดปากเงียบหรือล้มหายตายจากไประหว่างทาง ผมแทบจะไม่รู้จักหรือจำสมาชิกทีมวิจัยส่วนใหญ่ได้แล้ว แต่กระนั้นผมก็เชื่อว่าจิตวิญญาณของการต่อต้านนั้นยังคงอยู่ ผมคิดว่าคุณคงรู้ดีกว่าผมว่าสิ่งที่ควรจะทำต่อไปคืออะไร และผมขอมอบหมายให้เป็นหน้าที่พวกคุณ แค่ว่าจากนี้ไปผมคงจะช่วยอะไรเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะนี่คือบทสุดท้ายของผม

ลาแล้วนิรันดร์‚

Gordon Freeman, Ph.D.


ถึงกระนั้น Laidlaw ก็ได้ออกมาตอบคำถามแฟนๆ ที่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้บนทวิตเตอร์ของเขาเองว่า งานที่เห็นทั้งหมดนี้ไม่ถือเป็นเนื้อหาอย่างเป็นทางการเลยแม้แต่น้อย จะใกล้เคียงสุดก็เป็นแค่แฟนฟิคชันเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ในเมื่ออนาคตของซีรีส์ยังไม่แน่นอนในตอนนี้ จดหมายฉบับนี้อาจถือเป็นการรูดม่านปิดเรื่องราวของ Gordon Freeman ลงเพื่อไม่ให้แฟนๆ ต้องค้างคาใจอีกต่อไปก็เป็นได้

Post by [G-jang]
TOP